รถเสียกลางทาง วิธีแก้ปัญหาและรับมืออย่างไร

รถเสียกลางทาง ปัญหาของผู้ใช้รถยนต์หลายคนส่วนใหญ่จะขับรถอย่างเดียว ทำให้เวลาเกิดปัญหาขึ้นมา จะต้องเรียกช่างหรือบางทีเรียกประภัยรถยนต์มาช่วยดูแล

แต่แท้จริงแล้วปัญหาบางอย่าง สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวคุณเองแบบง่ายๆ เบื้องต้น แม้ว่าเราไม่ใช่มือโปรที่จะสามารถซ่อมรถให้วิ่งต่อได้ก็จริง แต่สิ่งที่ต้องจำไว้ก็คือว่าเมื่อรถเสียกลางทาง อันดับแรกเลยก็คือตั้งสติ เพราะสติคือสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะเริ่มแก้ปัญหาต่างๆ

และเมื่อเราพบว่ารถเสียกลางทาง หรือพบอาการผิดปกติ ให้เริ่มต้นด้วยกดปุ่มไฟฉุกเฉินเพื่อส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมทางทราบก่อนว่ารถเราไม่สามารถเดินทางต่อได้ ซึ่งจะช่วยไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดของผู้ที่ขับรถตามหลัง จะได้หาทางเบี่ยง หรือหลบหลีกไปทางอื่น

แน่นอนว่าเรื่องของรถเสียกลางทางแบบฉุกเฉินในขณะที่ขับขี่เป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถหลีกเลี่ยงไม่ได้ เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยประสบปัญหากันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขับอยู่ดีๆ แล้วรถเครื่องยนต์ดับเอง, รถเสียบนทางด่วน, รถเสียกลางทาง หรือจอดรถไว้ แล้วกลับมาสตาร์ทรถอีกครั้งไม่ติดซะแล้ว มาดูวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นมากัน

แก้ปัญหาเบื้องต้นหาก รถเสียกลางทาง

เมื่อเราทราบแล้วว่า ณ ตอนนั้นรถของเรากำลังมีสิ่งปกติเกิดขึ้น หรืออาจจะดับไปเฉยๆ เราคงไม่อยากเจออุบัติเหตุจนต้องเรียกประภัยรถยนต์ ควรรีบพารถของเราเข้าข้างทางโดยเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ที่สำคัญให้จอดรถชิดไหล่ทางมากที่สุด และชิดไหล่ทางด้านซ้ายเท่านั้น

จากนั้น ลองโทรหาบริการ ช่วยเหลือฉุกเฉิน หรือ หากเรามีประกันรถยนต์ที่มีบริการเสริมก็สามารถเรียกใช้บริการได้ แต่จงจำไว้ว่าพยายามอย่าไปไกลจากรถ เราควรจะอยู่ในรถ หรือใกล้รถและอย่าเปิดประตูฝั่งที่มีการจราจร เพื่อความปลอดภัย

ตรวจสอบสภาพรถ หาสาเหตุ

บางครั้งปัญหารถเสียอาจจะไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด ซึ่งเราก็น่าจะสามารถที่ระบุปัญหาได้ อย่างขั้วแบตเตอร์รี่หลวม หรือยางแบน ซึ่งบางอย่างเราสามารถทำเองได้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แต่มันก็ไม่ใช่จะง่ายทุกครั้งไป

ซึ่งควรตรวจสอบให้ดีเผื่อจะสามารถระบุปัญหาได้ นอกจากนี้ความรู้ในยามฉุกเฉิน อาจจะช่วยให้เรารอดได้ ยิ่งหากเดินทางไกล และรถเสียกลางทาง บนถนนต่างจังหวัด เราควรจะศึกษาการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบคร่าวๆ บ้าง ซึ่งหากเรารู้ปัญหาแล้ว

ก็จะทำให้สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ อย่างน้ำมันหมด หรือยางรั่ว ซึ่งเราอาจจะหาทางออก ด้วยการตะเกียก ตะกายไปหาปั้ม หรือหากไม่คุ้นสถานที่อาจให้คนท้องถิ่นอาจช่วยเราได้

สาเหตุอาจเกิดจากน้ำมันหมด

เมื่อรถเสียกลางทาง มาเริ่มกันที่ระบบน้ำมันเชื้อเพลิงกันก่อน ซึ่งปกติรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงใกล้หมด ส่วนใหญ่จะมีระบบเตือนว่าให้รีบเข้าเติมน้ำมัน แต่รถยนต์บางรุ่น แม้จะมีไฟเตือนแล้วแต่ก็ยังสามารถวิ่งได้อีกประมาณ 40 กิโลเมตร ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่ และสภาพเส้นทางด้วย ในกรณีที่รถยนต์มีการแจ้งระยะทางที่เหลือกับปริมาตรของน้ำมันที่เหลืออยู่ในถังว่ารถคุณจะวิ่งได้อีกระยะทางเท่าไหร่

หากน้ำมันเหลือระยะทางที่ใช้ได้อีกประมาณ 30-40 กิโลเมตร มันจะตัดเป็นโหมดการแจ้งเตือนให้รีบเติมน้ำมัน แต่สำหรับกรณีที่ฉุกเฉินจริงๆ ที่วิ่งไปจนน้ำมันหมดและเครื่องดับ ไม่ต้องตกใจให้นำรถเข้าจอดข้างทางที่ปลอดภัยให้เปิดไฟฉุกเฉิน แล้วหาวิธีนำน้ำมันมาเติมใส่รถโดยตนเอง ไหว้วานรถที่ผ่านไปผ่านมา หรืออาจเรียกประกันภัยรถยนต์ที่มีบริการเสริมเติมน้ำมัน และเมื่อได้น้ำมันมาแล้ว ควรจะเติมอย่างน้อยประมาณ 5 ลิตร เพราะในกรณีที่วิ่งจนเครื่องดับ อาจไม่มีน้ำมันเหลืออยู่ในระบบ

หากคุณเติมน้ำมันน้อยไปเครื่องยนต์จะไม่สามารถดึงน้ำมันเข้าไปทำงานได้ และเมื่อเติมน้ำมันเข้าไปเรียบร้อยแล้ว หากเป็นรถยนต์ที่ใช้ระบบสตาร์ทแบบบิดกุญแจ ให้ลองบิดกุญแจจากตำแหน่ง LOCK มาที่ตำแหน่ง ACC จากนั้นบิดกุญแจจากตำแหน่ง ACC มาที่ตำแหน่ง ON ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ทำสลับไปประมาณ 4-5 ครั้ง เพื่อให้ปั๊มน้ำมันทำการส่งน้ำมันเข้าระบบให้สมบูรณ์ที่สุด จากนั้นจึงค่อยเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบแก๊ส การสตาร์ทเครื่องยนต์จะใช้น้ำมันเป็นตัวสตาร์ท แต่ในกรณีที่ไม่มีน้ำมันเหลืออยู่ในถังจนไม่สามารถตาร์ทติดได้ ส่วนใหญ่รถยนต์ที่ติดตั้งระบบแก๊สมาจากโรงงานผู้ผลิตรถยนต์นั้น สามารถเปลี่ยนมาใช้ระบบแก๊สในการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้  เพียงแค่กดปุ่มเลือกระบบเชื้อเพลิงแล้วค้างไว้จนไฟโชว์มาที่ระบบแก๊ส จากนั้นให้ลองสตาร์ทเครื่องยนต์อีกครั้ง

รถเสียกลางทาง เมื่อแบตเตอรี่หมดสตาร์ทไม่ติด

ส่วนในกรณีที่บิดกุญแจ หรือทำการกด Push start แล้วไม่มีเสียงการทำงานของไดสตาร์ท สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า แบตเตอรี่ไฟหมด ต้องใช้วิธีพ่วงแบตเตอรี่

โดยให้ปิดสวิตช์กุญแจและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถยนต์ก่อน และขอความช่วยเหลือจากรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่ หรือ ประกันภัยรถยนต์ที่มีบริการพ่วงแบตรถยนต์

เพื่อทำการต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ โดยนำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีแดงซึ่งเป็นสายขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวก (+) ของรถยนต์คุณที่แบตเตอรี่หมด จากนั้นนำหัวต่ออีกข้างต่อเข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน ให้นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีเขียวหรือสีดำซึ่งเป็นสายขั้วลบมาจัดการต่อกับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน แล้วทำการควรตรวจ เช็คให้แน่ใจว่าสายพ่วงต่อแน่นหนาหรือไม่ จากนั้นให้สตาร์ทรถคันที่แบตเตอรี่มีไฟ

โดยทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที แล้วเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อยเพื่อให้แบตเตอรี่มีการไหลเวียนของประจุไฟฟ้า แล้วลองเริ่มสตาร์ทรถยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด และลองเร่งเครื่องยนต์ประมาณ  1,500 – 2,000 รอบ/นาที เพื่อทำการเช็คดูว่าประจุไฟเข้าหลังจากการชาร์จหรือไม่  หากเครื่องยนต์ไม่ดับแสดงว่าการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่สำเร็จ และควรสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ  30 นาที หรือให้รีบขับรถไปเข้าศูนย์ บริการเพื่อทำการตรวจเช็คเครื่องยนต์และเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ทันที

เมื่อกระจกหน้ารถแตกละเอียด

อุบัติเหตุเช่นนี้มักจะเกิดขึ้นได้แม้ไม่บ่อยนัก ในกรณีที่รถแล่นด้วยความเร็วสูง และเมื่อเกิดขึ้นกับรถคุณแล้วต้องควบคุมสติให้ได้ และผ่อนคันเร่งให้ลดลง และหาที่จอดอย่าปลอดภัย

จากนั้นหากระดาษหนังสือพิมพ์มาคลุมหน้าปัดรถและกระโปรงรถใกล้กระจกหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้เศษกระจกปลิวเข้ามา แล้วจึงค่อยหาอะไรมาทุบกระจกที่แตกค้างออก แล้วขับรถไปหาอู่ซ่อมโดยเร็วอย่าลืมเคลมประกันภัยรถยนต์ที่ทำไว้ด้วยล่ะ

น้ำมันท่วม

รถที่จอดนิ่งๆ อยู่ๆ สตาร์ทหลายครั้งแล้วแต่ไม่ติด แถมยังได้กลิ่นฉุนของน้ำมันลอยขึ้นมาอีก แสดงว่าน้ำมันท่วมคาร์บูเรเตอร์ และ ลูกลอย รอประมาณสิบนาที เพื่อให้น้ำมันระเหยแล้วเริ่มติดเครื่องใหม่อีกครั้ง

เครื่องยนต์ความร้อนขึ้นสูง

รถเสียกลางทาง ที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อย ๆ คือ เครื่องยนต์เกิดอาการโอเวอร์ฮีท หรือความร้อนสูง หากเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ๆ มักไม่ค่อยไม่มีปัญหา ส่วนใหญ่จะเกิดกับรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานมาระยะเวลานาน และจะมีสาเหตุจากระบบน้ำหล่อเย็นของเครื่องยนต์เกิดการชำรุดหรือเสียหาย

ไม่ว่าจะเป็นจากฝาปิดหม้อน้ำเสื่อมสภาพ หรือปิดไม่สนิท และเกิดการรั่วในระบบหล่อเย็น ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอต่อการระบายความร้อน ส่งผลทำให้ปั๊มน้ำเสีย สายพานขับปั๊มน้ำขาด และวาล์วน้ำไม่เปิด รวมถึงท่อทางเดินน้ำบี้แบนและอุดตัน ทำให้น้ำไม่หมุนเวียน  ส่งผลให้พัดลมระบายความร้อนไม่ทำงานจนต้องทำงานผิดปกติ ฯลฯ

เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้การระบายความร้อนไม่สะดวก หากสังเกตเห็นมาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นขึ้นสูงแล้ว ควรนำรถยนต์เข้าจอดในที่ปลอดภัย  ให้รีบดับเครื่องยนต์และเปิดฝากระโปรงเพื่อจัดการระบายความร้อน ไม่ควรราดน้ำบริเวณเครื่องยนต์หรือหม้อน้ำทันที เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายได้

กรณีมีไอน้ำพุ่งออกมาจากหม้อน้ำ จำไว้อย่ารีบเปิดฝาหม้อน้ำ เพราะน้ำร้อนมีแรงดันสูงมาก อาจพุ่งขึ้นมาลวกได้ ควรรอประมาณ 15 นาที ให้เครื่องยนต์เย็นก่อน และเมื่อต้องการเปิดฝาหม้อน้ำควรใช้ผ้าหนาๆ หรือใช้ผ้ายางปูพื้นในห้องโดยสารมารองมือ เพื่อเป็นการป้องกันความร้อน ค่อยๆ หมุนเพื่อระบายความดันออก

หากมองดูแล้วว่าน้ำในหม้อน้ำมีระดับต่ำก็ให้เติมน้ำเพิ่มเข้าไปภายหลังจากเครื่องยนต์ดับแล้วสักครึ่งชั่วโมง เพื่อให้เครื่องยนต์คลายความร้อนก่อน

ที่สำคัญคือไม่ควรรีบเติมน้ำลงไปทันที เพราะโลหะที่ร้อนจัดๆ เมื่อถูกน้ำเย็น จะเป็นการหดตัวลงอย่างรวดเร็วจนเกิดการแตกร้าวได้ และควรเติมน้ำครั้งละประมาณครึ่งลิตร ควรเว้นช่วงประมาณ  3-5  นาที เพื่อให้น้ำที่เติมลงไป ค่อยๆ ดึงความร้อนเข้ามา

ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันปะเก็นฝาสูบแตกหรือฝาสูบโก่ง เมื่อเติมน้ำเต็มแล้ว ควรติดเครื่องยนต์ไว้เพื่อให้น้ำมีการหมุนเวียนและหมั่นตรวจสอบมาตรวัดอุณหภูมิ และคอยตรวจสอบรอยรั่วซึมของน้ำตามจุดต่าง ๆ  หากไม่มีสิ่งผิดปกติและอุณหภูมิลดลงอยู่ในระดับปกติก็สามารถเดินทางต่อได้

ตรีเพชรอินชัวรันส์เซอร์วิส-ads-article

ท่อไอเสียชำรุดหลุดร่วงหล่นพื้น

รถเสียกลางทาง อีกหนึ่งสาเหตุที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ เมื่อรถออกตัวไปได้ระยะหนึ่ง แล้วจู่ๆ ท่อไอเสียเกิดขาดแล้วครูดไปกับท้องถนน ซึ่งหากคุณได้ยินเสียงผิดปกติ ค่อยๆ เปิดไฟฉุกเฉิน แล้วรีบเข้าข้างทาง

ซึ่งการที่ท่อไอเสียชำรุด หรือหล่นลงมาครูดกับพื้นนั้น จะต้องหาทางซ่อมโดยด่วน อย่าปล่อยให้ลากไปกับท้องถนน เพราะปัญหาอื่นๆ ต้องตามมาแน่ วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็คือ ให้หาลวดมาผูกมัดเพื่อให้ใช้งานแบบชั่วคราวก่อน และอย่าใช้เชือกผูกเด็ดขาด เพราะความร้อนจากท่อจะทำให้เชือกขาดและทำให้ท่อหลุดลงพื้นอีกครั้ง

เบรกแตกหยุดรถไม่ได้ทำไงดี

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถเสียกลางทาง แล้วต้องรีบจัดการโดยเร็วที่สุดก็คือ เบรกแตก ซึ่งเบรคที่ถูกใช้มากในบางกรณี อาจทำให้ผ้าเบรคเกิดการสึกมีผลทำให้รถเบรคไม่ค่อยอยู่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติ อย่าตกใจและพยายามลดความ เร็วของรถยนต์คุณ 

หากเป็นเกียร์ธรรมดาให้เหยียบคลัทช์เพื่อลดตำแหน่งเกียร์ลง ส่วนเกียร์ออโต้ให้เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จาก D มาเป็น 3 แต่ห้ามเปลี่ยนเกียร์เป็น L เพราะอาจทำให้เครื่องยนต์พังได้ สำหรับเบรคมือก็เป็นอีกตัวช่วยสำคัญของคุณที่จะช่วยชะลอความเร็วที่ล้อหลังของรถ แต่อย่าลืมจะต้องรอให้รถชะลอตัวก่อน และจึงค่อยๆดึงเบรกมือขึ้นจนสุด อย่าดึงเบรกอย่างกะทันหัน

นอกจากเบรกแตกแล้ว ส่วนใครที่เกิดอาการที่อยู่ดีๆ คันเบรคจมซึ่งทำให้การหยุดหรือชะลอรถทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร หากเป็นเช่นนี้ ให้ลดความ เร็วลงค่อยๆ ปั๊มเบรคสองสามครั้งเพื่อให้ความร้อนไปไล่ฟองอากาศและความชื้นจากนั้นจึงค่อยๆ ขับไปด้วยความเร็วเป็นปกติ หากสามารถประครองรถได้แต่ยังไม่มั่นใจควรรีบเข้าข้างทางและเรียกรถยก หรือใช้บริการรถยกของบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่ทำประกันไว้

รถเสียศูนย์ขับรถส่ายไปมา

รถที่เสียศูนย์จนกลายเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของรถเสียกลางทาง  คุณสามารถสังเกตได้ด้วยตนเองซึ่งอาจเกิดขึ้นกับรถยนต์ที่ถูกใช้งานอย่างสมบุกสมบัน หรือขับบนพื้นผิวถนนที่ขรุขระ หรือไม่ก็เกิดการสึกหรอของชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องเนื่องจากอายุการใช้งาน ซึ่งมักจะมีผลกระทบที่จะทำให้การบังคับทิศทางของรถ ไม่ตรงตามที่คุณกำหนด บางครั้งอาจเกิดอาการกินซ้าย หรือกินขวา หรือเรียกอีกอย่างว่า “เสียศูนย์”

โดยคุณสามารถสังเกตได้ ในช่วงที่ขณะขับขี่ทางตรง รถเกิดอาการเบนออกไปทางซ้ายหรือขวา ทำให้ผู้ขับขี่ ต้องขืนพวงมาลัยอยู่ตลอดเวลา หรือขณะที่วิ่งเข้าโค้ง รถยนต์จะเสียการทรงตัวง่ายกว่าสภาพปกติ การสึกของยางผิดไปจากเดิม และขณะวิ่งรอยล้อหลังจะไม่วิ่งไปทับรอยล้อหน้า รวมทั้งรัศมีวงเลี้ยวทางด้านซ้ายและขวาไม่เท่ากัน แม้แต่ขณะเหยียบเบรกจะเกิดอาการปัดไปด้านใดด้านหนึ่ง  และหากเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นในขณะขับรถ ให้ค่อยๆ ลดความเร็วลง

ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนขรุขระและหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นหลุมขนาดใหญ่ ซึ่งหากอาการไม่รุนแรงมาก ให้พยายามนำรถเข้ารับการเช็กที่ศูนย์บริการใกล้ๆ  เพื่อให้ช่างปรับตั้งศูนย์ล้อใหม่ หรืออาจนำรถเข้าซ่อมทั้งระบบทันทีในกรณีที่รุนแรง ซึ่งอาจ จะต้องเปลี่ยนลูกหมากทั้งชุดและปรับแต่งองศาปีกนกบวกกับส่วนอื่นๆ ให้ได้ค่าองศามาตรฐานตามเดิมที่ออกมาจากโรงงานผลิต แต่ถ้ารถเรามีปัญหาถึงขั้นนี้ก็สามารถเคลมจากประกันรถยนต์ ชั้น 1 ได้นะ

ยางแบนยางโดนตะปูเจาะ

กรณีรถเสียกลางทางที่เป็นเหตุผลยอดฮิตที่สุดคือ ยางโดนเจาะตะปู  ส่วนใหญ่สาวๆที่ชอบขับรถออกทางไกลไปที่เปลี่ยวๆ หลายครั้งที่รถยางแบน หรือเกิดยางรั่วยางแตกให้เปลี่ยนยางอะไหล่ทันที ถ้าไม่มียางอะไหล่  ลองสำรวจยางเส้นนั้นว่ามียางในหรือไม่ และหากโดนตะปูไม่ควรดึงตะปูออกก่อน เพราะจะทำให้ลมยางรั่วออกอย่างรวดเร็ว เวลาขับเคลื่อนรถอาจทำให้ยางแตกหรือระเบิดได้

ควรขับออกไปช้า ๆ อย่างระมัดระวังเพื่อประคับประคองให้ไปถึงอู่หรือปั๊ม เพื่อจัดการปะให้เรียบร้อย และเมื่อรู้ว่ายางแบนก็ไม่ควรตกใจ ให้บังคับพวงมาลัยอย่างมั่นคง ค่อยๆ เบรกช้าๆ และเบาที่สุด หากยางล้อหน้าแตก ล้อหลังยังพอใช้การลดเกียร์ต่ำช่วยได้บ้างแต่หากเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า ก็ให้ใช้เบรกเบา ๆ เท่านั้น เพราะหากทำการลดเกียร์ต่ำช่วย

อาจทำให้ล้อหน้ากระตุกจนเสียการทรงตัวได้ และหากยางยังไม่แบนมากก็ให้ขับช้าๆหลบเข้าข้างทาง เพื่อจัดการสลับใส่ยางอะไหล่แล้วค่อยไปร้านปะยาง หรือหากแบนมากจนลมหมดก็ไม่ควรขับบดยางเป็นระยะทางไกล ๆ เพราะขอบกระทะล้อจะกดลงบนแก้มยางอย่างรุนแรง จนทำให้แก้มยางเสียและต้องทิ้งยางเส้นนั้นไป สำหรับสาวๆ หากรอยรั่วไม่ใหญ่มาก สามารถใช้สเปรย์อุดรอยรั่วของยาง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

แต่ไม่สามารถเคลมประกันภัยรถยนต์ได้นะ ต่อให้เป็นประกันรถยนต์ ชั้น 1 ก็ตาม แต่ประกันรถยนต์ ชั้น 1 จะสามารถเคลมได้กรณียางแตกจากอุบัติเหตุเท่านั้นนะครับ

เมื่อรถเสียกลางทาง พบร่องรอยน้ำมัน

บางครั้งเวลาที่คุณต้องเจอสภาพ รถเสียกลางทาง เมื่อจอดรถแล้วพบรอยน้ำมันหยดมาเป็นทาง หรือเป็นจุดนั้นอย่าวางใจโดยเด็ดขาด เพราะตามปกติมันจะไม่สามารถหยดได้เอง

นอกจากเกิดความเสียหายต่อระบบนั้นๆ ซึ่งหมายถึงว่า รถคุณจะต้องมีอะไรผิดปกติแล้ว หากพบข้อนี้รีบตรวจสอบด่วน เมื่อหาสาเหตุไม่ได้ก็ควรเข้าอู่เพื่อตรวจสอบทันที

รถยนต์มีเสียงผิดปกติ

อาจจะเป็นเรื่องที่ยากในการสังเกต ซึ่งในระหว่างขับรถคุณสามารถสังเกตได้เมื่อรถจอดหรือเดินเบาเครื่องยนต์ ก่อนที่จะขับออกถนน โดยทั่วไปแล้วการทำงานของเครื่องยนต์จะไม่ค่อยมีเสียงผิดปกติ

โดยเฉพาะเสียงเหล็กกระทบกัน หรือที่ เรียกว่าเสียงน๊อก หากได้ยินเสียงดังกล่าวแนะนำบันทึกเสียงนั้นไว้ก่อน หรืออาจถ่ายคลิป เพื่อใช้ประกอบในการอธิบายปัญหา แล้วจึงค่อยรีบไปหาผู้เชี่ยวชาญทันที ส่วนเสียง จี๊ดๆ ตอนเบรกเมื่อคุณกดเบรกจะได้ยินเหมือนเสียงหนูร้องอยู่ในรถ

อาจจะด้านหน้า หรือ ด้านหลัง หากได้ยินแล้วก็รีบหาเวลาไปเปลี่ยนผ้าเบรกก่อนที่มันจะทำความเสียหายต่อจากชุดจานเบรกซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

น้ำฉีดกระจกรถยนต์ไม่ทำงาน

อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับใบปัดน้ำฝนและทำงานร่วมกันก็คือน้ำฉีดกระจก ซึ่งอุปกรณ์ส่วนนี้แม้ว่าจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหายิ่งหากเป็นรถที่มีอายุการใช้งานมาระยะเวลาหนึ่งด้วยแล้ว ซึ่งปัญหาสำคัญของอุปกรณ์ตัวนี้ก็คือ ไม่ทำงานเวลาที่กดปุ่มหรือคันโยกเพื่อสั่งให้ทำงาน แต่กลับไม่มีน้ำออกมาฉีดเพื่อล้างกระจก

ปัญหาใหญ่ที่สุดหากระบบน้ำฉีดกระจกไม่ทำงานนั่นคือ มอเตอร์เสีย หากเป็นเช่นนั้นจะต้องเปลี่ยนยกทั้งกระบอกใส่น้ำ ในการเปลี่ยนถ้าใครพอที่จะมีทักษะในการจับประแจเป็นขันน็อตได้ ก็สามารถที่จะเปลี่ยนเองได้ โดยลองตรวจสอบพื้นที่ติดตั้งกระบอกใส่น้ำก่อน ว่าอยู่ในตำแหน่งที่สามารถ ถอดและใส่ได้ไม่ยาก การลงมือทำเอง เพียงแค่ขันน็อตยึดตัวกระบอกกลับเข้าที่เดิม แล้วเสียบท่อยางเข้ากับตัวมอเตอร์ แล้วจัด การเสียบปลั๊กไฟเข้ากับตัวมอเตอร์ แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว

แต่หากถอดยากเกินไป เพราะติดตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างลึกควร พึ่งช่างจะดีกว่า แต่ก่อนที่จะไปหาช่าง อาจลองตรวจเช็ค ว่ามอเตอร์เสียหรือเปล่า เพราะบ่อยครั้งการที่น้ำฉีดกระจกไม่ออก  อาจจะมีปัญหามาจาก ท่อยางพับงอ

ซึ่งทำให้น้ำผ่านไม่ได้เพราะปกติท่อยางจะเดินจากตัวมอเตอร์ที่กระบอกใส่น้ำในห้องเครื่องยนต์ และเดินเลาะตัวถังไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณขอบของฝากระโปรงหน้า หากมีปัญหามาจากการพับงอของท่อยาง ก็คือส่วนที่อยู่บริเวณขอบของฝากระโปรงหน้านั่นเอง

ไม่ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ในระหว่างการเดินทางของคุณ สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้รถใช้ถนนควรจดจำคือเบอร์โทรศัพท์ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจทางหลวง, สถานีวิทยุ จส.100 ฯลฯ เพื่อขอความช่วยเหลือ

หรืออีกวิธีที่สามารถทำได้ง่ายๆ และป้องกันความเสี่ยงรอบด้านครบจบในที่เดียวคือทำประกันรถยนต์กับ TPIS เรามีบริการช่วยเหลือบนท้องถนน จากบริษัทประชั้นนำ หายห่วงเรื่องรถเสียกลางถนน

สามารถติดต่อสอบถามค่าเบี้ยและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันรถยนต์ โทร 02-0214192 หรือเช็คเบี้ยประกันรถยนต์ออนไลน์ได้เอง คลิกที่นี่

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

เว็บไซต์นี้มีการเก็บข้อมูลของท่าน รับทราบนโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save