รวมศัพท์ประกันรถยนต์ที่ผู้ใช้รถควรรู้ พร้อมคำอธิบาย แบบเข้าใจง่าย

รวมศัพท์ประกันรถยนต์ที่ผู้ใช้รถควรรู้ พร้อมคำอธิบาย แบบเข้าใจง่าย-1

หากเอ่ยถึง ประกันรถยนต์ เชื่อได้เลยว่าหลายคนอาจจะรู้สึกสับสนเพราะคำศัพท์ในแวดวงประกันนั้นจะมีคำคล้าย ๆ กัน ซึ่งหากเข้าใจไม่ถูกต้อง ความหมายจะเพี้ยนได้ หากคุณจะทำประกันหรือไม่ทำประกันก็ควรทำความเข้าใจศัพท์ประกันภัยรถยนต์ให้ถูกต้องไว้เป็นความรู้รอบตัว หรืออาจจะได้ใช้ความรู้นี้ในอนาคตก็ได้หากทำประกัน ไปดูกันว่าศัพท์ประกันรถยนต์ที่ผู้ใช้รถควรรู้นั้นมีคำไหนบ้าง

รวมคำศัพท์ประกันภัยรถยนต์ที่เจ้าของรถควรรู้

1.กรมธรรม์  

กรมธรรม์ คือ หนังสือสัญญาที่มีผลทางกฎหมายระหว่าง ผู้เอาประกัน และ บริษัทรับทำประกัน สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้  โดยภายใต้สัญญาจะระบุถึง วัตถุ สิ่งของ ที่เอาประกัน (ในที่นี้คือ รถยนต์) ข้อกำหนด เงื่อนไข รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับสัญญาที่ผู้รับทำ ประกันรถยนต์ จะต้องรับผิดชอบทางการเงินให้กับผู้เอาประกัน เมื่อรถยนต์ที่ทำประกันนั้นเกิดอุบัติเหตุ ได้รับความเสียหายและมีผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นด้วย

2. ผู้เอาประกัน / ผู้รับประกัน / ผู้รับผลประโยชน์ / วัตถุที่เอาประกัน 

  • ผู้เอาประกัน หมายถึง ลูกค้าหรือคู่สัญญาที่ตกลงจะส่งเงินค่าเบี้ยประกันภัย 
  • ผู้รับประกัน หมายถึง บริษัทประกันภัย หรือคู่สัญญาที่ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเงินจำนวนหนึ่งให้
  • ผู้รับผลประโยชน์ จะเป็นบุคคลภายนอกหรือจะเป็นคนเดียวกับผู้เอาประกันก็ได้ ซึ่งมีสิทธิ์ได้รับค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมาย
  • วัตถุที่เอาประกัน ได้แก่ รถยนต์ที่ผู้เอาประกันนำมาตกลงทำสัญญาเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามที่กำหนดในกรมธรรม์

3.ทุนประกัน หรือ จำนวนเงินเอาประกันภัย

หมายถึง จำนวนเงินที่ตกลงกันระหว่าง ผู้เอาประกัน กับ ผู้รับทำประกัน ว่าผู้รับประกันจะต้องจ่ายเงินหรือชดใช้ให้กับผู้เอาประกันภายในวงเงินที่กำหนด หรือจำนวนเงินสูงสุดที่ผู้เอาประกันสามารถเรียกร้องได้ เช่น ทุนประกัน 3 แสน ผู้รับประกันจะต้องชดใช้ไม่เกินทุนประกัน 3 แสน เป็นต้น

รวมศัพท์ประกันรถยนต์ที่ผู้ใช้รถควรรู้ พร้อมคำอธิบาย แบบเข้าใจง่าย-2

4. เบี้ยประกัน 

คือ เงินที่ผู้เอาประกัน ตกลงจ่ายให้กับ ผู้รับทำประกัน โดยจำนวนเบี้ย ประกันรถยนต์ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ทำไว้ร่วมกัน 

5.ความรับผิดส่วนแรก (Deductible/Excess) 

คือ จำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองในกรณีที่ผู้เอาประกันเป็นฝ่ายผิด ซึ่งผู้เอาประกันเลือกที่จะจ่ายหรือไม่ก็ได้ เพราะค่าความรับผิดส่วนแรกนี้จะนำไปเป็นส่วนลดค่าเบี้ยให้กับผู้เอาประกัน เช่น ค่าเบี้ยประกันรถยนต์รายปี ปีละ 12,000 บาท หากเลือกที่จะจ่ายค่าความรับผิดส่วนแรก 3,000 บาท ค่าเบี้ยก็จะลดลงเหลือ 9,000 บาท แต่ถ้าไม่จ่ายก็จะเสียค่าเบี้ยเต็มจำนวน 12,000 บาท เป็นต้น วัตถุประสงค์ของการจ่ายค่าความรับผิดชอบนี้เพื่อให้ผู้เอาประกันขับขี่ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น 

6. พ.ร.บ  

คือ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ ที่กฎหมายบังคับให้เจ้าของรถทุกคันต้องทำก่อนเสียภาษีประจำปี (ต่อทะเบียน) ซึ่งความคุ้มครองที่ได้รับ ค่าเบี้ยประกันภัย (กำหนดตามขนาดของเครื่องยนต์และจำนวนที่นั่ง) จะเท่ากันทุกบริษัท โดยจะให้ความคุ้มครองเฉพาะผู้ที่ประสบภัยจากรถทุกคน

7. ผู้ประสบภัย

หมายถึง ผู้ที่ได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และอนามัยจากรถที่ใช้อยู่ในทาง หรือสิ่งของที่บรรทุก  

รวมศัพท์ประกันรถยนต์ที่ผู้ใช้รถควรรู้ พร้อมคำอธิบาย แบบเข้าใจง่าย-3

8. ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ 

คือ เงินชดเชยจากอุบัติเหตุ ที่ ฝ่ายถูก สามารถเรียกร้องจากคู่กรณี หรือบริษัท ประกันรถยนต์ ของคู่กรณี เพื่อเป็นค่าเดินทางระหว่างที่รถของฝ่ายถูกกำลังซ่อม สำหรับค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ จะเป็นเพียง ฝ่ายถูก เท่านั้นจึงจะสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์นี้ได้ โดยกฎหมายกำหนดอัตราขั้นต่ำค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ดังนี้ 

  • รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท
  • รถยนต์รับจ้างสาธารณะขนาดไม่เกิน 7 ที่นั่ง ไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท 
  • รถยนต์ขนาดเกินกว่า 7 ที่นั่ง ไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 บาท
  • รถประเภทอื่น ๆ เช่น รถจักรยานยนต์ ให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องและตกลงกัน โดยพิจารณาจากหลักฐานเป็นกรณีไป

9. มูลละเมิด 

จากกฎหมายแพ่งและพานิชย์มาตรา 420 ระบุเอาไว้ว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น” ซึ่งในส่วนของมูลละเมิดนั้นจะเป็นคนละส่วนกับค่ารักษาพยาบาล เช่น ค่าพาหนะนำส่งหรือกลับจากโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล  ค่าเสียหายสำหรับการสูญเสียความสามารถประกอบการงานทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งผู้ประสบภัยสามารถเรียกร้องค่าเสียหาย หรือค่าสินไหมทดแทน ดังกล่าวเอาจากบริษัทฝ่ายผิดได้ ขึ้นอยู่กับความเสียหายแท้จริงที่จะมีการเจรจาตกลงกันได้ เนื่องจากในเงื่อนไขไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนจึงต้องอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงมาประกอบการพิจารณา เช่น ความรุนแรงของบาดแผล , ตำแหน่งของบาดแผล , เพศ , อายุของผู้ประสบภัย , รายได้จากการทำมาหาได้ต่อวัน , อัตราแรงงานขั้นต่ำ และความต้องการหรือจำนวนเงินที่ผู้ประสบภัยเรียกร้อง โดยบริษัทจะต้องพิจารณาและเจรจาชดใช้ในกรอบวงเงินที่ให้ความคุ้มครอง ซึ่งกำหนดไว้ตามคำสั่งของนายทะเบียนที่ 66/2563 เรื่องคู่มือตีความกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ข้อ 3.1 ในส่วนของผู้ประสบภัย ในการเรียกร้องมูลละเมิด 

จะเห็นว่าคำศัพท์ในส่วนของกรมธรรม์ ประกันรถยนต์ บางคำศัพท์อยู่นอกเหนือกรมธรรม์ แต่จะไปอยู่ในส่วนของคำสั่งนายทะเบียน หรือตัวกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เอาประกันทั้งในส่วนของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำได้เข้าใจหลักการและวิธีการตีความและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และเพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกันและที่สำคัญที่สุดคือได้รับความเป็นธรรมในทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง