Virtual Run คืออะไร? ต่างจากกิจกรรมงานวิ่งปกติอย่างไร

ช่วงหลายปีมานี้ เพื่อนๆ นักวิ่งน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า Virtual Run (เวอร์ชวลรัน) หรือการวิ่งสะสมระยะทางออนไลน์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหมคะ? ถ้าเป็นกิจกรรมงานวิ่งปกติเราต้องตื่นเช้ามืด ขับรถไปรอที่จุดสตาร์ทเบียดกับคนเป็นพันเป็นหมื่น แต่เดี๋ยวนี้เราสามารถลงแข่ง Virtual Run ได้ชิลๆ จากหน้าบ้าน สวนสาธารณะใกล้ๆ หรือแม้แต่บนลู่วิ่งในฟิตเนส วิ่งเสร็จก็แค่ส่งผล แล้วรอรับเหรียญรางวัลส่งตรงถึงหน้าประตูบ้านได้เลย!
บทความนี้จะพาเพื่อนๆ มาเจาะลึกกันแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าตกลงแล้ว Virtual Run คืออะไร? มันต่างจากการไปงานวิ่งแบบปกติ (On-site Run) ตรงไหน? มีข้อดี ข้อเสียยังไงบ้าง และงานวิ่งแบบนี้เหมาะกับใครกันแน่ มาดูกันเลยคร้า
Virtual Run คืออะไร
พูดง่ายๆ เลย Virtual Run คืองานวิ่งรูปแบบหนึ่งที่ผู้จัดเขาจะกำหนด “ระยะทางเป้าหมาย” และ “กรอบเวลา” มาให้เราวิ่งสะสมระยะค่ะ เช่น วิ่ง 21 กิโลเมตร ให้จบภายใน 30 วัน หรือ 42 กิโลเมตร ภายใน 60 วัน ความเจ๋งของ Virtual Run คือเราจะไปวิ่งที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องฝืนวิ่งรวดเดียวจบเหมือนงานวิ่งทั่วไป ค่อยๆ ทยอยเก็บระยะไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบตามเป้าก็พอ
พอเราวิ่งครบแล้ว ก็แค่บันทึกผลผ่านแอปพลิเคชันจับระยะทางวิ่งยอดฮิตอย่าง Strava, Garmin Connect, Nike Run, Workout / Fitness หรือแอปฯ ของผู้จัดงานนั้นๆ แล้วแคปหน้าจอส่งไปยืนยันผล แค่นี้ทางผู้จัดเขาก็จะแพ็กเสื้อสวยๆ กับเหรียญรางวัล ส่งไปรษณีย์มาให้เราถึงบ้านเลย สะดวกสุดๆ ค่ะ

ความแตกต่างระหว่าง Virtual Run กับงานวิ่งปกติ
1. สถานที่และเวลา
งานวิ่งปกติเราต้องไปตามสถานที่และเวลาที่เขากำหนดเป๊ะๆ ปล่อยตัวตี 4 ก็ต้องไปให้ทัน ณ จุดนั้น แต่สำหรับ Virtual Run ให้อิสระเราแบบ 100% อยากวิ่งสวนสาธารณะ วิ่งรอบหมู่บ้าน หรือวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าตอนดึกๆ ก็จัดไป แถมแบ่งวิ่งเป็นหลายๆ วันรอบละนิดรอบละหน่อยก็ได้ด้วยนะ
2. บรรยากาศการแข่งขัน
ถ้าชอบความบรรยากาศคึกคัก มีนักวิ่งจำนวนมาก เสียงเชียร์กระหึ่ม มีช่างภาพรอดักถ่ายรูป งานวิ่งปกติคือคำตอบค่ะ เพราะจุดนี้เป็นสิ่งที่ Virtual Run ให้ไม่ได้ งานวิ่งออนไลน์แบบนี้จะเน้นความเป็นส่วนตัว ชิลๆ วิ่งคนเดียวเงียบๆ หรือวิ่งเม้าท์มอยกับแก๊งเพื่อนสนิทกลุ่มเล็กๆ ตามความสะดวกมากกว่า
3. ค่าใช้จ่ายและการเดินทาง
ข้อนี้ Virtual Run ตอบโจทย์สายประหยัดค่ะ! เพราะเราไม่ต้องเสียค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าน้ำมัน หรือค่าที่พักเพื่อเดินทางไปแข่งไกลๆ ยิ่งถ้าเป็นงานวิ่งต่างประเทศนะ Virtual Run เปิดโอกาสให้เรากดสมัครและรอรับเหรียญระดับโลกได้เลยโดยไม่ต้องบินออกนอกประเทศ แถมค่าสมัครก็มักจะเข้าถึงง่ายกว่าด้วย
4. ความยืดหยุ่นของระยะเวลา
งานวิ่งปกติคือม้วนเดียวจบ เหนื่อยหอบแค่ไหนก็ต้องวิ่งให้จบภายในวันนั้น ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ Virtual Run ใจดีกว่าเยอะ เขามักจะให้เวลาเราสะสมระยะเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือนเลย ตอบโจทย์มากสำหรับคนที่มีคิวงานแน่น ทำงานเป็นกะ หรือคุณพ่อคุณแม่ที่เวลาไม่ค่อยแน่นอน ปลีกตัวทั้งวันไปงานวิ่งไม่ได้
5. การยืนยันผลและความน่าเชื่อถือ
งานวิ่งปกติเขาจะมีจุดเช็คพอยต์ มีชิปจับเวลา (Timing Chip) เพื่อความเป๊ะ ทำให้สถิติมีความแม่นยำสูง เอาไปยื่นสมัครงานวิ่งระดับโลกอย่าง Boston Marathon ได้สบาย ส่วน Virtual Run จะอาศัย “ความซื่อสัตย์” ของนักวิ่งล้วนๆ ค่ะ เพราะเราต้องส่งข้อมูลจากนาฬิกา GPS หรือมือถือเอง ซึ่งบางทีผลอาจมีความคลาดเคลื่อน หรือถูกปรับแต่งได้ง่ายกว่านั่นเอง
6. รางวัลและของที่ระลึก
งานวิ่งทั้ง 2 รูปแบบ ได้เสื้อกับเหรียญรางวัลเหมือนกัน! แต่งานวิ่งปกติจะมีฟีลลิ่งการขึ้นโพเดียมรับรางวัลสำหรับนักวิ่งที่วิ่งเร็วสุดในแต่ละรุ่นอายุด้วย ส่วน Virtual Run จะไม่ได้เน้นการแข่งขันดุเดือดเพื่อชิงอันดับ เขาเน้นให้เรา “เอาชนะตัวเองและวิ่งให้จบ” มากกว่า ของรางวัลเลยส่งตรงถึงบ้านหลังจบกิจกรรมครับ
7. เป้าหมายของผู้เข้าร่วม
คนที่เลือกไปงานวิ่งปกติ มักจะอยากไปทำสถิติใหม่ให้ตัวเอง (ทำ PB = Personal Best) หรืออยากไปเปิดประสบการณ์การแข่งขันจริง แต่คนที่หลงรัก Virtual Run มักจะอยากสร้างวินัยให้ตัวเองออกกำลังกายสม่ำเสมอ และสนุกกับการสะสมเหรียญสวยๆ มากกว่าการไปเอาชนะคู่แข่งค่ะ

ข้อดีของ Virtual Run
ข้อจำกัดของ Virtual Run
สรุป Virtual Run เหมาะกับใคร
Virtual Run เหมาะมากๆ สำหรับนักวิ่งที่มีตารางชีวิตไม่แน่นอน ต้องการความยืดหยุ่นสูง อยากสะสมเหรียญรางวัลจากทั่วโลกแบบไม่ต้องเดินทาง หรือคนที่เป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มหัดวิ่งและอยากสร้างนิสัยการออกกำลังกายให้ต่อเนื่อง ในขณะที่งานวิ่งปกติยังคงเป็นตัวเลือกเบอร์ 1 สำหรับคนที่ต้องการประสบการณ์แข่งจริง บรรยากาศจัดเต็ม และสถิติทางการ
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีแบบไหนดีกว่ากันแบบ 100% ค่ะ ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน หลายๆ คนก็เลือกทำทั้งสองแบบควบคู่กันไปเลย คือสมัคร Virtual Run เอาไว้เป็นเป้าหมายซ้อมวิ่งสะสมระยะในแต่ละเดือน แล้วพอซ้อมจนร่างกายพร้อม ก็ค่อยลงสนามไปลุยงานวิ่งปกติเพื่อสัมผัสความมันส์ของจริงสนามแข่งขันเต็มตัว!