คนทำงานฟรีแลนซ์ควรซื้อประกันแบบไหนดี ?

ต้องยอมรับว่าในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตมาก ที่หลายคนต้องเดินทางไปทำงานเพื่อตอกบัตร เข้าออฟฟิศ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อรับเงินในวันสิ้นเดือน แต่ภายหลังวิกฤตโควิดที่ผ่านมาทำให้เกิดอาชีพอิสระเกิดขึ้นหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นงานออนไลน์, ขายสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน, ทำคอนเทนต์, เขียนบทความหรือการขับรถส่งสินค้า ล้วนสามารถสร้างรายได้ไม่ต่างจากคนทำงานออฟฟิศ แต่ภายใต้ความอิสระนั้นแท้จริงแล้วแฝงไปด้วยความไม่แน่นอน
หากลองเปรียบเทียบกับมนุษย์เงินเดือน คนทำงานฟรีแลนซ์แทบไม่มีสวัสดิการใด ๆ เลย โดยเฉพาะหากต้องหยุดงานหรือเจ็บป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ นั่นหมายถึงรายได้ที่จะกลายเป็นศูนย์ในทันที เท่านั้นยังไม่พอยังมีค่ารักษาพยาบาลและรายจ่ายอื่น ๆ ที่พร้อมจะจ่ายออกไปอยู่ตลอดเวลา นี่จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่าหากทำงานเป็นฟรีแลนซ์ซื้อประกันแบบไหนดี? ทำไมฟรีแลนซ์จึงควรวางแผนประกันเพื่อจัดการความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาได้ในอนาคต

ทำไมฟรีแลนซ์จึงเสี่ยงกว่าคนทำงานประจำ
ไม่เพียงแต่รายได้ที่ไม่สม่ำเสมอเท่านั้นที่คนทำงานฟรีแลนซ์มีความเสี่ยงกว่าคนทำงานประจำ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตที่ทำให้คนทำงานอิสระต้องการความคุ้มครองไม่ต่างจากคนทำงานประจำ ประกอบไปด้วย
ความเสี่ยงเหล่านี้ลำพังการเข้าร่วมประกันสังคมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อาจต้องหาประกันทางเลือกอื่น ๆ เป็นตัวเลือกเสริมเพื่อที่จะได้ทำงานหาเงินได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องคอยกังวลเกี่ยวกับรายได้ที่ขาดหายไป
เปรียบเทียบผู้ป่วยนอก (OPD) VS ผู้ป่วยใน (IPD) ฟรีแลนซ์ควรเน้นแบบไหนก่อน?
ก่อนที่ ฟรีแลนซ์ซื้อประกันแบบไหนดีควรทำความรู้จักกับคำว่า ผู้ป่วยนอก (OPD) และ ผู้ป่วยใน (IPD) เสียก่อนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อประกันจริงจะได้เลือกความคุ้มครองที่เหมาะกับตนเอง
ข้อเสนอแนะสำหรับฟรีแลนซ์ หากมีงบประมาณที่จำกัด ควรพิจารณาประกันที่ให้ความคุ้มครองในส่วนของผู้ป่วยใน (IPD) มากกว่า ผู้ป่วยนอก (OPD) เพราะการนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสร้างภาระทางการเงินให้กับฟรีแลนซ์เป็นอย่างมาก ในส่วนของความคุ้มครองผู้ป่วยนอก (OPD) อาจพิจารณาเลือกใช้สิทธิ์ประกันสังคม ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก

แนะนำประกันภัยที่ตอบโจทย์อาชีพอิสระ
1. ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
เป็นคำตอบที่ใช่และลงตัวที่สุด ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ที่เน้นในส่วนของ IPD ในกรณีที่ป่วยหนักถึงขั้นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล หรือเจ็บป่วยเล็กน้อย ในส่วนของ OPD ก็ครอบคลุม ตามจำนวนวงเงินในกรมธรรม์ หากต้องการเพิ่มความอบอุ่นใจ แนะนำให้ทำ ประกันชดเชยรายได้ ควบคู่ไปด้วย จะได้หมดกังวลแม้ต้องหยุดพักรักษาตัว
2. ประกันชีวิต
หากคุณเป็นฟรีแลนซ์ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการหาเลี้ยงครอบครัว ลำพังแค่ความไม่แน่นอนในรายได้ที่ต้องเจออยู่ตลอดเวลาก็มากเพียงพอแล้ว อย่าให้ชีวิตคนที่อยู่ข้างหลังต้องสั่นคลอนกับความเสี่ยงนี้ การทำประกันชีวิตเป็นหนึ่งในช่องทางบริหารการเงินที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาวฟรีแลนซ์ การทำประกันชีวิต อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาภาระให้กับคนในครอบครัวได้หากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น
3. ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล
สำหรับอาชีพอิสระที่จะเป็นต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลายิ่งต้องเซฟตัวเอง โดยเฉพาะความปลอดภัยบนท้องถนน อุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณไปตลอดกาล การทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลด้วยงบหลักร้อย อาจช่วยคุณอบอุ่นใจไปตลอดทั้งปี นับเป็นการลงทุนที่คุ้มมาก
4. ประกันสะสมทรัพย์หรือประกันบำนาญ
ใครจะไปคาดคิดว่าอาชีพอิสระจะมีวัยเกษียณเฉกเช่นอาชีพอื่น ๆ แต่สิ่งที่แตกต่างคือสวัสดิการบำนาญที่ไม่มีอย่างใครเขา เว้นเสียแต่ทำประกันสังคมาตรา 39 ถึงกระนั้นเงินเกษียณคงไม่เพียงพอ อาจทำให้ในบั้นปลายชีวิตได้รับความลำบากหากปราศจากรายได้เข้ามาจุนเจือในวัยเกษียน การทำประกันสะสมทรัพย์หรือประกันบำนาญ จึงตอบโจทย์สำหรับฟรีแลนซ์ที่ต้องการวางแผนทางการเงินในวัยเกษียณ
การทำงานฟรีแลนซ์ แม้จะได้ออกไปใช้ชีวิตอิสระ มีเวลาเป็นของตนเองก็ตาม แต่คงไม่มีประโยชน์อันใดเลยหากต้องมาเจ็บป่วยแล้วนำเงินที่มีทั้งหมดไปเพื่อค่ารักษาถ้าโชคดีอาจจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพียงหลักร้อย แต่ถ้าเจ็บป่วยมากกว่านั้นเงินทองที่สะสมมาอาจหายได้ในชั่วพริบตา สำหรับใครที่กำลังลังเลว่าตนที่ประกอบอาชีพ ฟรีแลนซ์ซื้อประกันแบบไหนดี แนะนำให้เริ่มจากการสำรวจความเสี่ยงของตนเองว่างานที่ทำอยู่มีความเสี่ยงมากแค่ไหน เพื่อจะได้เลือกซื้อประกันได้อย่างเหมาะสมและเพื่อที่จะได้กำหนดงบประมาณในการเลือกซื้อประกันที่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมความเสี่ยงที่ต้องการ