ประกันอุบัติเหตุ vs ประกันสุขภาพ ต่างกันอย่างไร? แบบไหนเหมาะกับคุณ

ประกันอุบัติเหตุ ต่างจากประกันสุขภาพอย่างไร? เปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย-1

มีหลายคนสงสัยและยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการทำ ประกันอุบัติเหตุ และ ประกันสุขภาพ ว่าต่างกันอย่างไร? เพราะทั้งคู่ต่างก็ให้ความคุ้มครองในเรื่องของค่ารักษาพยาบาลคล้ายกัน จนเกิดเป็นคำถามว่า หากมีประกันสุขภาพไว้แล้ว จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องทำประกันอุบัติเหตุ  ?

เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างของประกันภัยทั้ง 2 อย่างนี้ และเพื่อให้คุณเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสม ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเกี่ยวกับประกันทั้ง 2 แบบ ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

ประกันอุบัติเหตุ คืออะไร? 

ประกันอุบัติเหตุ หรือ Personal Accident Insurance (PA) เป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองกรณีได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ตัวอย่างเหตุการณ์ที่อาจอยู่ในความคุ้มครอง เช่น

  • หกล้ม
  • ลื่นล้ม
  • ตกบันได
  • ถูกของมีคมบาด
  • ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน
  • อุบัติเหตุจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
ทั้งนี้ ความคุ้มครองของประกันอุบัติเหตุแต่ละแผนไม่เหมือนกัน บางแผนอาจมีค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ หรือผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต ดังนั้นควรตรวจสอบรายละเอียดและข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจซื้อ
ประกันอุบัติเหตุ ต่างจากประกันสุขภาพอย่างไร? เปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย-2

ประกันสุขภาพ คืออะไร ?

ประกันสุขภาพ หรือ Health insurance เป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองที่เกิดจากปัจจัยภายในร่างกาย หรือให้ความคุ้มครองเฉพาะโรคภัยไข้เจ็บ การเจ็บป่วยตามธรรมชาติ ตั้งแต่เจ็บป่วยเล็กน้อยไปจนถึงโรคร้ายแรง รวมถึงการผ่าตัดที่เกิดจากโรค เช่น การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งความคุ้มครองที่ได้รับยังแยกออกตามประเภทของการเข้ารับการรักษา  

  • In-Patient Department หรือที่รู้จักกันในชื่อของ IPD  คือความคุ้มครองผู้ป่วยใน หมายถึงให้ความคุ้มครองกรณีที่ผู้ป่วยนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเท่านั้น โดยบริษัทประกันจะเข้ามาดูแลในส่วนของค่ารักษาพยาบาล , ค่าที่พัก , ค่าอาหาร , ค่ายา , ค่าเวชภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ภายใต้วงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 
  • Out-Patient Department หรือที่รู้จักกันในชื่อของ OPD คือความคุ้มครองผู้ป่วยนอก หมายถึงให้ความคุ้มครองกรณีที่ผู้ป่วยมาเข้ารับการตรวจ พบแพทย์แล้วกลับ โดยไม่ได้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาโรคเล็กน้อย เช่น ปวดหัว , ตัวร้อน , เป็นไข้ หรือโรคที่ลงความเห็นโดยแพทย์ว่าไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล โดยบริษัทประกันจะเข้ามาดูแลในส่วนของค่ารักษาพยาบาล ภายใต้วงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ 

ประกันอุบัติเหตุและประกันสุขภาพ แตกต่างกันอย่างไร

เมื่อเข้าใจความหมายของประกันภัยทั้ง 2 ประเภท เป็นที่เรียบร้อย สามารถสรุปความแตกต่างเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้ 

  • ประกันอุบัติเหตุ จะให้ความคุ้มครองเฉพาะการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเท่านั้น เช่น หกล้ม, ลื่นล้ม, มีดบาด, รถเฉี่ยวหรือชน, ตกบันได ในขณะที่ประกันสุขภาพจะให้ความคุ้มครองเฉพาะการเจ็บป่วยด้วยโรคเท่านั้น เช่น เป็นไข้ , ผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ , มะเร็ง , โรคหัวใจ เป็นต้น
  • ประกันสุขภาพมักจะมีการตรวจสุขภาพก่อนทำเสมอ ส่วนประกันอุบัติเหตุไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ
  • ค่าเบี้ย ประกันอุบัติเหตุ มักคงที่และถูกกว่า ค่าเบี้ยประกันสุขภาพมักจะปรับขึ้นทุกปีตามอายุที่เพิ่มขึ้น
  • ประกันอุบัติเหตุ ซื้อแล้วคุ้มครองทันที ประกันสุขภาพอาจมีระยะเวลารอคอย เช่น พ้น 30 วันหลังทำประกันไปแล้วจึงจะให้ความคุ้มครองสำหรับโรคที่เจ็บป่วยเล็กน้อย หรือพ้น 90 – 120 วันไปแล้วจึงจะให้ความคุ้มครอง เช่น โรคร้ายแรง เป็นต้น
  • ในกรณีที่ผู้เอาประกันมีโรคประจำตัว ประกันอุบัติเหตุ ให้ความคุ้มครอง แต่ในส่วนของประกันสุขภาพอาจไม่รับทำ หรือไม่ให้ความคุ้มครองโรคที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว 
  • ประกันอุบัติเหตุ ไม่คุ้มครองกรณีใดบ้าง เช่น ผู้เอาประกันจงใจ หรือตั้งใจทำให้เกิดอุบัติเหตุ , ผู้เอาประกันตั้งใจทำร้ายตัวเองหรือพยายามฆ่าตัวตาย หรือการฆ่าตัวตาย , ผู้เอาประกันอยู่ในฤทธิ์ของสุราและยาเสพติด , เหตุการณ์จลาจล , สงครามหรือการก่อกบฏ เป็นต้น
  • บางสาขา อาชีพ ประกันอุบัติเหตุ อาจไม่ให้ความคุ้มครองกรณีที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ เช่น ทหาร , ตำรวจ ที่ต้องเข้าจับกุมผู้ร้ายหรือเข้าร่วมสงคราม 
ประกันอุบัติเหตุ ต่างจากประกันสุขภาพอย่างไร? เปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย-3

ก่อนตัดสินใจทำประกันอุบัติเหตุและประกันสุขภาพ ควรพิจารณาอะไรบ้าง

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าประกันภัยทุกประเภทจัดทำขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงของผู้เอาประกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน เช่น นักเรียน พนักงานออฟฟิศหรือผู้สูงวัย ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนั่งเรียน นั่งทำงานหรือใช้ชีวิตภายในบ้าน อาจพิจารณาในส่วนของประกันสุขภาพ เพราะทุกคนสามารถที่จะเจ็บป่วยได้  แต่ถ้าผู้เอาประกันเป็นพนักงานขาย ช่างเทคนิค ที่ต้องออกพื้นที่หาลูกค้าและใช้รถยนต์เป็นประจำ อาจพิจารณาในส่วนของประกันอุบัติเหตุ เพราะมีความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุมากกว่าพนักงานที่นั่งทำงานในออฟฟิศ เว้นเสียแต่ว่าจะขาดการออกกำลังกาย มีสังสรรค์ในวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย การทำประกันสุขภาพควบคู่ไปด้วยก็เป็นอีกทางเลือกที่จะได้ความคุ้มครองเพิ่ม  

หลายคนเลือกที่จะทำ ประกันอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพ ควบคู่กัน ด้วยเบี้ยที่คงที่ ราคาของประกันอุบัติเหตุที่ไม่แพง จึงมีกำลังเหลือที่จะทำประกันสุขภาพได้ อย่าลืมว่าค่ารักษาพยาบาลมักจะปรับตัวสูงขึ้นทุกปี การมีประกันสุขภาพไว้จึงเป็นการลดความเสี่ยงในด้านค่าใช้จ่ายหากต้องเข้ารับการรักษาจากโรคภัยร้ายแรง 

นอกจากนี้ควรพิจารณาในส่วนของความคุ้มครองที่ได้รับ ทั้ง IPD และ OPD , วงเงินในการรักษา , เงินชดเชยในกรณีที่ต้องหยุดงานและพักรักษาตัว , เงินชดเชยในกรณีทุพพลภาพหรือแม้แต่เสียชีวิต ก่อนตัดสินใจซื้อควรอ่านรายละเอียดความคุ้มครอง ข้อยกเว้นและวงเงินคุ้มครองที่ได้รับอย่างครบถ้วน เพื่อที่จะได้เลือกแผนความคุ้มครองที่เหมาะสมและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของตัวท่านเอง