เคลมสีรถเฉพาะจุดหรือเคลมสีทั้งชิ้นดีกว่ากัน?

เคลมสีรถเฉพาะจุดหรือเคลมสีทั้งชิ้นดีกว่ากัน?

การเกิดอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดความเสียหายบนสีรถอันเป็นที่รักของเราได้ บางครั้งอาจไม่ได้เป็นเพราะอุบัติเหตุแต่ก็สามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อสีรถได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง รอยขูดขีด , รอยสะเก็ดหิน และรอยอื่น ๆ เพื่อให้เข้าใจถึงขั้นตอนและวิธีการเคลมสีรถไม่ว่าจะเป็นรอยเล็กน้อย หรือรอยขนาดใหญ่ ก็สามารถที่จะเคลมสีรถกับบริษัทประกันได้ เพียงแต่จะเคลมสีแบบใดถึงจะดี และการเคลมสีรถมีผลกระทบต่อสีเดิมของรถหรือไม่ ไปดูกัน

การเคลมสีรถเฉพาะจุด

การเคลมสีรถเฉพาะจุด

การเคลมสีเฉพาะจุดมีวัตถุประสงค์เพื่อซ่อมแซมบางส่วนของพื้นผิวที่ได้รับความเสียหาย เช่น รอยขนแมว , รอยขีดข่วนขนาดเล็กบนตัวถัง หรือบริเวณที่เสียหายเล็ก ๆ โดยไม่จำเป็นต้องทำสีใหม่ของรถทั้งคัน ซึ่งการทำสีเฉพาะจุดจำเป็นที่จะต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในการแก้ไข เริ่มตั้งแต่การขัดสี เคาะ ปะ จนไปถึงขั้นตอนการผสมสีและพ่นสี เพราะต้องทำให้บริเวณพื้นผิวดังกล่าวมีความสวยงามและมีสีที่เสมอกัน ไม่แยกเป็นชั้น ๆ

ข้อดีของการทำสีเฉพาะจุด คือ มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการทำสีทั้งชิ้น และใช้ระยะเวลาในการซ่อมแซมสั้นกว่า

ข้อเสียของการทำสีเฉพาะจุด คือ ไม่เหมาะกับความเสียหายที่มีแผลใหญ่ หรือรุนแรง เพราะอาจทำให้มีความแตกต่างในเรื่องของสีระหว่างพื้นผิวที่ซ่อมแซมและส่วนอื่นของรถ จำเป็นที่จะต้องใช้ช่างที่มีความชำนาญมาก

**ค่าใช้จ่ายในการทำสีเฉพาะจุด ประมาณ 1,500 – 2,500 บาท

การเคลมสีทั้งชิ้น

การเคลมสีทั้งชิ้นเหมาะสำหรับความเสียหายที่มีขนาดใหญ่ หรือรุนแรง เช่น ชิ้นส่วนที่มีความเสียหายมาก หรือต้องการการทาสีใหม่ทั้งชิ้น เพราะช่างจะต้องขัดสี ทำความสะอาดพื้นผิวชิ้นงานใหม่ทั้งชิ้น เพื่อให้งานออกมาสวยและดูดี มีสีที่สวยงามสม่ำเสมอกันตลอดทั้งชิ้น วิธีการเคลมสีทั้งชิ้นเหมาะทำสำหรับการแก้ไขในกรณีการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรง รถมีแผลขนาดใหญ่ที่ลึกถึงชิ้นงาน

ข้อดีของการเคลมสีทั้งชิ้น คือ ชิ้นส่วนที่ทำการซ่อมสีทั้งชิ้นสามารถกลับมามีลักษณะเหมือนเดิมได้ โดยที่ไม่มีความแตกต่างในเรื่องของสีเลย

ข้อเสียของการเคลมสีทั้งชิ้น คือ มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า โดยมีราคาขั้นต่ำประมาณ 3,500 – 4,500 บาทต่อการเคลมสี 1 ชิ้น และใช้ระยะเวลาในการแก้ไขนานกว่า

เคลมประกันได้ไหม

เคลมประกันได้ไหม

การเคลมสีรถไม่ว่าจะเป็นการเคลมสีเฉพาะจุด หรือการเคลมสีทั้งชิ้น สามารถที่จะเคลมประกันได้ ขึ้นอยู่กับว่ารถของคุณทำประกันประเภทใด เพราะประกันแต่ละชั้นจะมีข้อกำหนดและเงื่อนไขในการเคลมที่แตกต่างกัน

  • • ประกันชั้น 1 เป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองและครอบคลุมที่สุดในบรรดาประกันภัยรถยนต์ทั้งหมด สามารถให้คุณเคลมสีรถได้ทุกเคส แม้จะมีหรือไม่มีคู่กรณี เช่น การถอยรถชนเสาไฟ, ถอยรถชนรั้วบ้าน, การโดนสะเก็ดหิน หรือรอยขีดข่วนต่าง ๆ ส่วนจะเคลมเฉพาะจุด หรือเคลมทั้งชิ้น ขึ้นอยู่กับรอยแผลที่รถได้รับ
  • • ประกันชั้น 2+ เป็นประกันที่ให้ความคุ้มครองรองลงมาจากประกันชั้น 1 คุณจะสามารถเคลมสีรถยนต์ได้ก็ต่อเมื่อมีคู่กรณีและเป็นการเกิดอุบัติเหตุกับยานพาหนะทางบกด้วยกันเท่านั้น ไม่สามารถที่จะเคลมสีรถโดยที่ไม่มีคู่กรณีได้ ดังนั้นเพื่อความมั่นใจในการติดตามคู่กรณี ควรติดตั้งกล้องบันทึกหน้ารถ เพื่อความสะดวกในการหาหลักฐานเวลาที่ต้องเคลมสีรถกับบริษัทประกันภัย
  • • ประกันชั้น 2 จะให้ความคุ้มครองเฉพาะกรณีที่เกิดไฟไหม้ , โจรกรรมและสูญหายเท่านั้น ไม่ให้ความคุ้มครองในส่วนของการเคลมสีรถหากเกิดอุบัติเหตุ
  • • ประกันชั้น 3 + จะให้ความคุ้มครองคล้ายกับประกัน ชั้น 2 + นั่นคือจะต้องมีคู่กรณีและเป็นยานพาหนะทางบกด้วยกันเท่านั้น จึงจะคุ้มครองและเคลมสีรถได้
  • • ประกันชั้น 3 จะให้ความคุ้มครองเฉพาะผู้ขับขี่และผู้โดยสารภายในรถ ความเสียหายของรถคู่กรณีและผู้ขับขี่รถคู่กรณีเท่านั้น เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะต้องรับผิดชอบในส่วนของการซ่อมแซมรถด้วยตนเอง

เคลมสีรถที่ไหนดี

หากมีความจำเป็นที่จะต้องทำสีรถและรถของคุณเป็นประกันชั้น 1 ที่อยู่ในเงื่อนไขของการซ่อมศูนย์หรือซ่อมห้างได้ แนะนำให้เคลมที่ศูนย์บริการ แต่ถ้าไม่อยู่ในเงื่อนไขของการซ่อมศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นประกันชั้น 1 , ประกันชั้น 2+ หรือ 3+ แนะนำให้เคลมสีกับอู่ที่เป็นคู่สัญญากับบริษัทประกันภัยนั้น ๆ เพราะมีการรับรองมาตรฐานจากบริษัทประกันภัย ทำให้การซ่อมสีไม่ว่าจะเป็นจุด หรือทำสีทั้งชิ้น ได้มาตรฐานกว่าอู่ทั่ว ๆไป ที่สำคัญคือคุ้มครองครอบคลุมค่าใช้จ่ายการทำสีรถได้ แต่ถ้าเป็นอู่ทั่วไปที่ไม่ได้รับรองมาตรฐาน อาจซ่อมสีได้ไม่เหมือนเดิมและมีค่าใช้จ่ายที่บานปลายได้

ไม่ว่าจะทำสีเฉพาะจุดหรือทำสีทั้งชิ้น หากรถของคุณทำประกันภัยชั้น 1, ประกันภัยชั้น 2+ หรือประกันภัยชั้น 3+ มั่นใจได้เลยว่ารถของคุณจะได้รับการดูแลในเรื่องของการเคลมสีได้ดีกว่ารถที่ไม่ทำประกัน บริษัทประกันภัยฯสามารถแก้ไขปัญหาให้ได้ภายใต้เงื่อนไขการรับประกัน ค่าใช้จ่ายก็จะไม่บานปลาย เพราะเลือกใช้อู่ซ่อมที่มีมาตรฐาน ราคาค่าซ่อมเป็นราคากลาง ในขณะที่อู่ทั่วไปนอกจากจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้จบได้แล้ว อาจมีค่าใช้จ่ายที่ไม่จบไม่สิ้นก็เป็นได้

ถ้าคิดถึงเรื่องประกัน TPIS ตรีเพชรอินชัวรันส์ โบรกเกอร์ประกันภัย เป็นที่ปรึกษาด้านประกันภัยรถยนต์ ประกันการเดินทาง และประกันด้านสุขภาพ