เช็คด่วน ก่อนรถพังไม่รู้ตัว คู่มือ ดูแลรถ ฉบับมือใหม่ 5 จุดสำคัญที่ต้องเช็กเองทุกเดือน

การบำรุงรักษา ดูแลรถ ยนต์ เป็นหน้าที่ที่เจ้าของรถทุกคนที่ควรปฏิบัติเพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานรถยนต์ให้ยาวนาน โดยเฉพาะการดูแลรักษาจุดสำคัญ เพราะไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากความเสียหายต่อเครื่องยนต์ ยังช่วยให้รถยนต์มีสมรรถนะดี ขับขี่ปลอดภัย และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักวิธีตรวจเช็กและดูแลรถอย่างเป็นระบบด้วยหลักการที่เข้าใจง่ายด้วยตนเองและสามารถนำไปใช้ได้จริง

1. ตรวจเช็กของเหลวสำคัญเป็นประจำ 

ของเหลวในที่นี่ คือ สารหล่อลื่นและสารอื่น ๆ ที่ทำงานในระบบรถยนต์ทั้งหมด เป็นสิ่งแรกที่ควรทำ เพราะหากสารหล่อลื่นและสารอื่น ๆ ที่ทำงานในระบบรถยนต์มีค่าต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด หรือเสื่อมสภาพ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์ และระบบอื่น ๆ ได้ ของเหลวในรถยนต์ที่ควรเช็คเป็นประจำ ได้แก่

  • น้ำมันเครื่อง 

น้ำมันเครื่องทำหน้าที่หล่อลื่น ช่วยลดการสึกหรอ และช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องทุก ๆ 1,000–2,000 กิโลเมตร และทำการเปลี่ยนถ่ายตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนด โดยทั่วไปอยู่ที่ 5,000–10,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับประเภทน้ำมันที่เลือกใช้

  • น้ำยาหล่อเย็น (Coolant)

ของเหลวที่มีความสำคัญไม่แพ้น้ำมันเครื่องเลยคือน้ำยาหล่อเย็นที่อยู่ในระบบระบายความร้อน เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันเครื่องยนต์โอเวอร์ฮีต หรือเครื่องยนต์ร้อนเกินไป ควร ดูแลรถ ด้วยการตรวจสอบระดับน้ำยาหล่อเย็นในหม้อพักทุกสัปดาห์ และล้างหม้อน้ำเปลี่ยนน้ำยาทุก ๆ 30,000 – 160,000 กิโลเมตร หรือ ประมาณ 3-10 ปี ครั้ง โดยให้นับเอาว่าหากอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อนการเปลี่ยนน้ำหล่อเย็นนั้นเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

  • น้ำมันเบรกและน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ 

น้ำมันเบรกเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะจัดอยู่ในระบบความปลอดภัย โดยน้ำมันเบรกควรเปลี่ยนทุก 40,000 กิโลเมตร เพื่อให้แรงเบรกคงที่และหมั่นตรวจสอบระดับของน้ำมันเบรกอย่างสม่ำเสมอ หากพบระดับของน้ำมันเบรกต่ำกว่าค่าที่กำหนด ควรเติมพร้อมๆกับสังเกตว่าน้ำมันเบรกยังลดลงอยู่หรือไม่ ถ้าลดลงแสดงว่าอาจมีการรั่วไหลของระบบเบรก ในส่วนของพวงมาลัยพาวเวอร์ควรตรวจระดับไม่ให้ต่ำกว่าขีด MIN และควรเปลี่ยนเมื่อสีของน้ำมันพาวเวอร์เป็นสีดำ (ปกติจะเป็นสีแดง)

เช็คด่วน ก่อนรถพังไม่รู้ตัว คู่มือ ดูแลรถ ฉบับมือใหม่ 5 จุดสำคัญที่ต้องเช็กเองทุกเดือนขา-2

2. สภาพยางและระบบช่วงล่าง ตัวช่วยสำคัญด้านความปลอดภัย 

ยางและช่วงล่างของรถยนต์เป็นส่วนที่สัมผัสกับพื้นถนนโดยตรง ส่งผลต่อการทรงตัวของรถ ความนุ่มนวลในการขับขี่และการเบรกของรถ หากยางและระบบช่วงล่างมีปัญหาอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

  • ตรวจลมยางและดอกยาง 

ควร ดูแลรถ ตรวจลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือก่อนเดินทางไกล โดยดูจากค่าที่ระบุบริเวณเสาประตูรถด้านคนขับ หรือคู่มือรถยนต์ ความลึกของดอกยางไม่ควรต่ำกว่า 2.5 มม. หากต่ำกว่านี้ควรเปลี่ยนทันที เพราะจะทำให้การยึดเกาะถนนลดลง มีระยะการเบรกที่ยาวขึ้นและทำให้รถลื่นไถลเมื่อถนนเปียก

  • ระบบโช้กอัพและลูกหมาก 

หากรถมีอาการเด้งผิดปกติ มีเสียงดังขณะเลี้ยวหรือรถไม่นิ่งเมื่อเจอลูกระนาด อาจเป็นสัญญาณว่าโช้กอัพหรือลูกหมากเริ่มเสื่อมสภาพ ควรนำเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คและเปลี่ยนเมื่อพบว่าโช้คและลูกหมากสึกหรอ เพื่อให้รถกลับมามีสมรรถนะที่ดีขึ้นอีกครั้ง

3. ระบบไฟและแบตเตอรี่  

รถยนต์ในปัจจุบันมีการใช้งานเกี่ยวกับระบบไฟฟ้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบจุดสตาร์ท ระบบไฟส่องสว่าง ระบบไฟเบรก ระบบปรับอากาศในรถยนต์ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการใช้งานแทบทั้งสิ้น เจ้าของรถควรหมั่นตรวจเช็กอยู่เป็นประจำ  

  • แบตเตอรี่

แบตเตอรี่รถยนต์ โดยส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5–3 ปี ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและการใช้งาน หากพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวรถสตาร์ทติดยาก ไฟหน้าเริ่มหรี่ หรือมีคราบเกลือขึ้นบริเวณขั้วแบตเตอรี่ นี่คือสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้แล้ว

  • ไฟส่องสว่าง 

ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ล้วนเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การขับขี่ปลอดภัย โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศที่ไม่ดี มีฝนตกหรือหมอกหนาจัด ควรตรวจเช็กให้แน่ใจว่าไฟทำงานครบทุกดวง หากดวงใดขาดควรเปลี่ยนทันที 

เช็คด่วน ก่อนรถพังไม่รู้ตัว คู่มือ ดูแลรถ ฉบับมือใหม่ 5 จุดสำคัญที่ต้องเช็กเองทุกเดือน-3

4. ไส้กรองอากาศ และสายพาน 

  • ไส้กรองอากาศ  

เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของการ ดูแลรถ  เพราะทำหน้าที่ในการกรองอากาศก่อนที่จะส่งต่อไปยังระบบเผาไหม้ของรถยนต์ หากมีสิ่งสกปรกหลุดรอดเข้าไปและสะสมไว้เป็นระยะเวลานาน ๆ อาจทำให้เครื่องยนต์สึกหรอ หากไส้กรองอากาศตันหรือสกปรกย่อมส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้รถอืด กินน้ำมันมากขึ้น ดังนั้นควรเปลี่ยนไส้กรองอากาศทุก 10,000–15,000 กิโลเมตร หรือนำออกมาเป่าลมทำความสะอาด ๆ ทุก 3,000 – 5,000 กิโลเมตร

  • สายพาน 

สายพานรถยนต์มีด้วยกัน 2 สายพานหลัก ๆ ได้แก่ สายพานไทม์มิ่ง และสายพานหน้าเครื่อง สายพานไทม์มิ่งควรเปลี่ยนทุก ๆ 100,000 กิโลเมตร หรือตามคู่มือรถแนะนำ ส่วนสายพานหน้าเครื่อง ควรเปลี่ยนทุก 50,000 – 80,000 กิโลเมตร หรือพิจารณาตามการเสื่อมสภาพของสายพาน เช่น มีรอยแตกลายงา หรือมีเสียงดังผิดปกติ เป็นต้น

5. ระบบเกียร์ 

น้ำมันเกียร์เป็นส่วนหนึ่งของระบบเกียร์ที่ควรเปลี่ยนทุก ๆ  40,000–60,000 กิโลเมตร หากปล่อยให้น้ำมันเกียร์เสื่อม จะทำให้เกียร์กระตุก เข้าเกียร์ยาก และอาจส่งผลเสียหายถึงขั้นทำให้เกียร์พัง ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เกียร์พังนี้ขึ้นมาจะมีค่าใช้จ่ายสูงมากในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนเกียร์ใหม่

การ ดูแลรถ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงรู้ขั้นตอนพื้นฐานและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัย และช่วยให้รถมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นด้วย

ถ้าคิดถึงเรื่องประกัน TPIS ตรีเพชรอินชัวรันส์ โบรกเกอร์ประกันภัย เป็นที่ปรึกษาด้านประกันภัยรถยนต์ ประกันการเดินทาง และประกันด้านสุขภาพ