รู้ก่อนจ่าย! 5 คำถามต้องตอบตัวเอง ถ้าไม่อยากเลือกประกันรถผิดชีวิตเปลี่ยน

รู้ก่อนจ่าย! 5 คำถามต้องตอบตัวเอง ถ้าไม่อยากเลือกประกันรถผิดชีวิตเปลี่ยน-1

รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะสำหรับการเดินทางเท่านั้น แต่เป็นทรัพย์สินสำคัญและยังเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของใครหลายคน ไม่ว่าจะใช้รถเพื่อไปทำงาน รับส่งลูก หรือออกทริปท่องเที่ยว หรือแม้แต่การนำรถมาเปลี่ยนเป็นเงินสดในยามฉุกเฉินก็สามารถทำได้เช่นกัน ด้วยประโยชน์หลากหลายเหล่านี้ เจ้าของรถควรต้องดูแลรักษาและป้องกันความเสี่ยงที่จะทำให้รถเกิดความเสี่ยงที่จะได้รับความเสียหาย เช่น อุบัติเหตุ การเฉี่ยวชน ภัยพิบัติ หรือแม้กระทั่งการโจรกรรม หนึ่งในวิธีการป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือ ‘การทำประกันรถยนต์’

แต่ปัญหาที่พบได้บ่อยคือ หลายคนเลือกทำประกันเพียงเพราะราคาถูกหรือเห็นว่าเพื่อนแนะนำ โดยไม่ได้พิจารณาว่าแผนความคุ้มครองนั้นเหมาะกับพฤติกรรมการใช้รถของตัวเองหรือไม่ เมื่อเลือกทำประกันผิดแผน แล้วดันเกิดมีเหตุการณ์จริงกลับไม่ได้รับความคุ้มครองตามที่หวัง ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจจ่ายเงินทำประกัน ลองถามตัวเองด้วย 5 คำถามสำคัญต่อไปนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณเลือกประกันที่ ‘ใช่’ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง

1. คุณขับรถบ่อยแค่ไหน?

เพราะความถี่ในการขับขี่มีผลโดยตรงต่อระดับความเสี่ยง หากขับรถทุกวัน เดินทางไกลบ่อย ๆ ย่อมมีความเสี่ยงมากกว่าการจอดรถอยู่ในบ้านเฉย ๆ ประกันภัยที่แนะนำควรเลือกประกันชั้น 1 เพราะให้ความคุ้มครองรอบด้าน ทั้งรถเรา รถคู่กรณี รวมถึงกรณีที่ไม่มีคู่กรณี เช่น ชนเสา , ชนรั้ว เป็นต้น 

หากใช้รถเฉพาะเสาร์–อาทิตย์ หรือจอดซะเป็นส่วนใหญ่ อาจเลือกใช้ประกันชั้น 2+ หรือ 3+ ก็น่าจะเพียงพอกับความคุ้มครองอุบัติเหตุบนท้องถนนและที่สำคัญราคาก็จะถูกกว่าประกันชั้น 1 อยู่มาก

สรุปง่าย ๆ ขับบ่อย มีความเสี่ยงสูง เลือกความคุ้มครองสูง หากขับน้อย ความเสี่ยงต่ำ เลือกแผนที่เหมาะสมและประหยัดกว่า

รู้ก่อนจ่าย! 5 คำถามต้องตอบตัวเอง ถ้าไม่อยากเลือกประกันรถผิดชีวิตเปลี่ยน-2

2. คุณจอดรถที่ไหนเป็นประจำ?

เชื่อหรือไม่ว่าแค่ที่จอดรถก็สามารถกำหนดระดับความเสี่ยงได้ชัดเจน

  • หากจอดรถในบ้านส่วนตัว มีหลังคา และรั้วรอบขอบชิด ความเสี่ยงต่ำที่รถจะหายหรือโดนขโมย
  • จอดคอนโดที่มีระบบรักษาความปลอดภัย แต่พื้นที่แคบ ความเสี่ยงปานกลาง แม้โอกาสที่รถจะหายหรือโดนขโมยน้อยลง แต่มีความเสี่ยงที่จะเฉี่ยวชนกับรถคันอื่นมาก 
  • จอดริมถนนหรือลานจอดรถสาธารณะบ่อย ๆ ความเสี่ยงสูง เพราะนอกจากจะไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยและเสี่ยงต่อรถหาย โดนงัดแล้วยังเสี่ยงถูกชนแล้วหนีสูง หาคนรับผิดชอบได้ยาก

ถ้ารถคุณเสี่ยงต่อการถูกขโมยหรือเฉี่ยวชนบ่อย ควรพิจารณาประกันที่มีความคุ้มครอง รถหาย และไฟไหม้ รวมถึงเลือกบริษัทที่ขึ้นชื่อเรื่องการเคลมง่าย เคลมเร็ว หากเป็นรถใหม่ อายุการใช้งานไม่มาก อาจเลือกใช้ ประกันชั้น 1 หรือหากอายุรถมาก อาจพิจารณาประกันชั้น 2 + หรือประกันชั้น 2 ธรรมดาก็ได้ แต่จะไม่ได้ความคุ้มครองในกรณีที่โดนเฉี่ยวชนแล้วหนี เพราะไม่มีคู่กรณี

เชื่อได้ว่าทุกคนล้วนมีความกังวลที่แตกต่างกัน บางคนกลัวรถชนหนัก บางคนกลัวค่ารักษาพยาบาลไม่เพียงพอ บางคนกลัวรถหายหรือบางคนกลัวโดนฟ้องร้อง การเลือกประกันรถยนต์จึงต้องใช้ข้อมูลและการตัดสินใจช่วยในการพิจารณา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ประกันชั้น 1 ช่วยลดความกังวลให้กับเจ้าของรถได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนกังวลอยู่ เช่น

  • กลัวอุบัติเหตุรุนแรง อาจต้องเน้นไปที่ประกันที่ให้ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล และความคุ้มครองชีวิต ซึ่งบางครั้งอาจต้องพิจารณาซื้อประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลเพิ่มโดยเฉพาะคนที่ขับขี่รถเป็นประจำทุกวัน
  • กลัวรถหายหรือไฟไหม้ ควรมองหาประกันที่ครอบคลุม รถหาย ไฟไหม้ โดยเฉพาะ นั่นคือ ประกันชั้น 1 ประกันชั้น 2+ และ ประกันชั้น 2 เท่านั้น
  • กลัวภาระค่าใช้จ่ายสูงจากคู่กรณี ควรเลือกแผนที่มีวงเงินคุ้มครองบุคคลภายนอกสูง

การรู้ว่าตัวเองกังวลในเรื่องอะไรที่สุดจะช่วยให้คุณไม่เสียเงินกับความคุ้มครองที่ไม่ได้ใช้ แต่เลือกจ่ายกับสิ่งที่ตอบโจทย์จริง ๆ

สำหรับประกันภัยรถยนต์มีให้เลือกตั้งแต่หลักพันจนไปถึงหลายหมื่นต่อปี งบประมาณจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คุณจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีลดเงินค่าเบี้ยประกันรถด้วย เพราะถือเป็นหัวใจหลักที่เจ้าของรถทุกคนต้องรู้ เนื่องจากเป็นผลประโยชน์ของตัวคุณเอง

  • ระบุชื่อผู้ขับขี่ลงในกรมธรรม์ ช่วยลดเงินค่าเบี้ยลง 10-20% ซึ่ง คปภ.บังคับใช้แล้วในปี พ.ศ.2569 นี้
  • ส่วนลดประวัติดี หรือขับดีไม่มีเคลม จะได้รับส่วนลดเพิ่มประมาณ 10-20% ในปีกรมธรรม์นั้น ๆ 
  • ซ่อมอู่ กับ ซ่อมห้าง เป็นที่รู้กันว่าซ่อมห้างหรือศูนย์รถจะแพง แต่ถ้าเลือกซ่อมอู่ จะได้รับส่วนลดลงอีก 10-30% 
  • ทำประกันบริษัทเดิม อาจได้ส่วนอีก 10% 
  • ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย อื่น ๆ เช่น กล้องหน้า-หลังรถ ส่วนลดเพิ่ม 10% 

โดยรวมแล้ว หากค่าเบี้ยเต็มอยู่ที่ 20,000 บาท เมื่อเจ้าของรถทำตามวิธีลดค่าเบี้ยข้างต้น อาจจ่ายค่าเบี้ยเพียง 12,000 – 13,000 บาทเท่านั้น

บทความ ข้อดี ข้อเสีย ของการซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์

ราคาค่าเบี้ยประกันที่ถูก อาจไม่ใช่ทางเลือกแรกเสมอไป หากแต่ต้องพิจารณาบริการหลังการขายด้วย ซึ่งเจ้าของรถควรหารีวิวและข้อมูลจากผู้ใช้งานจริงด้วยตนเอง ดังนี้

  • เมื่อเกิดเหตุแจ้งเคลมได้หรือไม่
  • มีเจ้าหน้าที่คอยบริการเคลม 24 ชั่วโมงหรือไม่ 
  • บริษัทมีศูนย์เคลมใกล้บ้านหรือไม่
  • รีวิวจากผู้ใช้งานจริงเป็นอย่างไรบ้าง
  • เคลมยากหรือเคลมง่าย 
  • บริษัทมีชื่อเสียงเรื่องความมั่นคงทางการเงินหรือไม่ 
  • เพราะประกันที่ดีไม่ใช่แค่ถูก แต่ต้องอบอุ่นใจเวลามีปัญหาด้วย

การซื้อประกันรถยนต์ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน ถ้าคุณเริ่มจากการถามตัวเองก่อนว่า…ขับรถบ่อยแค่ไหน? จอดรถที่ไหนเป็นประจำ? กลัวความเสี่ยงเรื่องอะไรเป็นพิเศษ? รู้วิธีลดค่าเบี้ยลงหรือไม่ และต้องการบริการหลังการขายแบบไหน? คำตอบของคุณจะเป็นเข็มทิศนำไปสู่แผนประกันที่ใช่ ได้แผนประกันรถยนต์ที่ไม่แพงเกินความจำเป็น และครอบคลุมสิ่งที่สำคัญกับคุณจริง ๆ 

จำไว้ว่า การเลือกประกันรถที่ถูกต้องคือการลงทุนเพื่อความปลอดภัย ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกปี เพราะเมื่อถึงวันที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน มันจะช่วยให้คุณผ่านไปได้แบบไม่ต้องกังวลว่าทำไมวันนั้นไม่เลือกให้ดีกว่านี้

ถ้าคิดถึงเรื่องประกัน TPIS ตรีเพชรอินชัวรันส์ โบรกเกอร์ประกันภัย เป็นที่ปรึกษาด้านประกันภัยรถยนต์ ประกันการเดินทาง และประกันด้านสุขภาพ