คนทำงานฟรีแลนซ์ควรซื้อประกันแบบไหนดี ?

 คนทำงานฟรีแลนซ์ควรซื้อประกันแบบไหนดี ?-1

ต้องยอมรับว่าในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตมาก ที่หลายคนต้องเดินทางไปทำงานเพื่อตอกบัตร เข้าออฟฟิศ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อรับเงินในวันสิ้นเดือน แต่ภายหลังวิกฤตโควิดที่ผ่านมาทำให้เกิดอาชีพอิสระเกิดขึ้นหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นงานออนไลน์, ขายสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน, ทำคอนเทนต์, เขียนบทความหรือการขับรถส่งสินค้า ล้วนสามารถสร้างรายได้ไม่ต่างจากคนทำงานออฟฟิศ แต่ภายใต้ความอิสระนั้นแท้จริงแล้วแฝงไปด้วยความไม่แน่นอน 

หากลองเปรียบเทียบกับมนุษย์เงินเดือน คนทำงานฟรีแลนซ์แทบไม่มีสวัสดิการใด ๆ เลย โดยเฉพาะหากต้องหยุดงานหรือเจ็บป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ นั่นหมายถึงรายได้ที่จะกลายเป็นศูนย์ในทันที เท่านั้นยังไม่พอยังมีค่ารักษาพยาบาลและรายจ่ายอื่น ๆ ที่พร้อมจะจ่ายออกไปอยู่ตลอดเวลา นี่จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่าหากทำงานเป็นฟรีแลนซ์ซื้อประกันแบบไหนดี? ทำไมฟรีแลนซ์จึงควรวางแผนประกันเพื่อจัดการความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดเดาได้ในอนาคต

 คนทำงานฟรีแลนซ์ควรซื้อประกันแบบไหนดี ?-2

ทำไมฟรีแลนซ์จึงเสี่ยงกว่าคนทำงานประจำ

ไม่เพียงแต่รายได้ที่ไม่สม่ำเสมอเท่านั้นที่คนทำงานฟรีแลนซ์มีความเสี่ยงกว่าคนทำงานประจำ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตที่ทำให้คนทำงานอิสระต้องการความคุ้มครองไม่ต่างจากคนทำงานประจำ ประกอบไปด้วย

  • สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล เช่น ประกันอุบัติเหตุ, ประกันสุขภาพแบบกลุ่ม ที่ให้ความช่วยเหลือในส่วนของค่ารักษาพยาบาล แม้อาชีพฟรีแลนซ์จะสามารถเข้าร่วมประกันสังคมมาตรา39 เองได้ (ฟรีแลนซ์ป้ายแดง มาตรา 40) แต่ก็อาจให้ความคุ้มครองไม่ครอบคลุมตามความต้องการ
  • หยุดทำงานเท่ากับขาดรายได้ มนุษย์เงินเดือนถึงแม้เจ็บป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาลยังมีวันลาตามกฎหมาย และยังคงได้รับเงินเดือนเต็มจำนวน แต่ถ้าฟรีแลนซ์ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ รายได้จะหยุดชะงักในทันที แถมเสี่ยงที่จะเสียลูกค้า เพราะไม่สามารถส่งงานให้ได้ตามกำหนด 
  • ความเสี่ยงด้านสุขภาพ แม้อาชีพอิสระจะไม่มีเวลาการทำงานที่แน่นอน ทำให้บางครั้งอาจต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ นอนไม่เป็นเวลา ทำงานดึก นั่งทำงานท่าเดิมเป็นระยะเวลานาน ๆ กินอาหารไม่ตรงเวลา  เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะ กรดไหลย้อน หมอนรองกระดูกหรือแม้แต่ความดันได้ง่าย

ความเสี่ยงเหล่านี้ลำพังการเข้าร่วมประกันสังคมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ อาจต้องหาประกันทางเลือกอื่น ๆ เป็นตัวเลือกเสริมเพื่อที่จะได้ทำงานหาเงินได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องคอยกังวลเกี่ยวกับรายได้ที่ขาดหายไป

เปรียบเทียบผู้ป่วยนอก (OPD) VS ผู้ป่วยใน (IPD) ฟรีแลนซ์ควรเน้นแบบไหนก่อน?

ก่อนที่ ฟรีแลนซ์ซื้อประกันแบบไหนดีควรทำความรู้จักกับคำว่า ผู้ป่วยนอก (OPD) และ ผู้ป่วยใน (IPD) เสียก่อนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เมื่อถึงเวลาที่ต้องซื้อประกันจริงจะได้เลือกความคุ้มครองที่เหมาะกับตนเอง

  • ผู้ป่วยนอก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า OPD (Outpatient Department) คือการเข้ารับการรักษาแบบไปแล้วกลับ ไม่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยส่วนใหญ่จะมีอาการป่วยที่เล็กน้อย เช่น ปวดท้อง , ท้องเสีย , ปวดหัว , ตัวร้อน ฯลฯ หรือการทำแผลจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายมีตั้งแต่หลักร้อยไปถึงหลักพัน หากนาน ๆ ไปทีผลกระทบต่อด้านรายได้อาจเล็กน้อย แต่ถ้าไปหาถี่ ๆ อาจได้รับผลกระทบมากขึ้นตามจำนวนครั้งที่ไป
  • ผู้ป่วยใน หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า IPD (Inpatient Department) คือการเข้ารับการรักษาแบบนอนพักรักษาตัว โดยใช้เวลารักษาตัวในโรงพยาบาลอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไป โดยส่วนใหญ่อาการจะค่อนข้างหนัก เช่น อุบัติเหตุแขนหัก , ขาหัก , ติดเชื้อ , ปวดไส้ติ่ง ฯลฯ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลายแสน ขึ้นอยู่กับอาการป่วยที่เป็น  ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจทำให้เงินเก็บที่มีหายวับไปกับตาหากจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือมีอาการป่วยที่รุนแรง 

ข้อเสนอแนะสำหรับฟรีแลนซ์ หากมีงบประมาณที่จำกัด ควรพิจารณาประกันที่ให้ความคุ้มครองในส่วนของผู้ป่วยใน (IPD) มากกว่า ผู้ป่วยนอก (OPD) เพราะการนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสร้างภาระทางการเงินให้กับฟรีแลนซ์เป็นอย่างมาก ในส่วนของความคุ้มครองผู้ป่วยนอก (OPD) อาจพิจารณาเลือกใช้สิทธิ์ประกันสังคม ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก 

 คนทำงานฟรีแลนซ์ควรซื้อประกันแบบไหนดี ?-3

แนะนำประกันภัยที่ตอบโจทย์อาชีพอิสระ

1. ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย  

เป็นคำตอบที่ใช่และลงตัวที่สุด ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ที่เน้นในส่วนของ IPD ในกรณีที่ป่วยหนักถึงขั้นต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล หรือเจ็บป่วยเล็กน้อย ในส่วนของ OPD ก็ครอบคลุม ตามจำนวนวงเงินในกรมธรรม์ หากต้องการเพิ่มความอบอุ่นใจ แนะนำให้ทำ ประกันชดเชยรายได้ ควบคู่ไปด้วย จะได้หมดกังวลแม้ต้องหยุดพักรักษาตัว 

2. ประกันชีวิต

หากคุณเป็นฟรีแลนซ์ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการหาเลี้ยงครอบครัว ลำพังแค่ความไม่แน่นอนในรายได้ที่ต้องเจออยู่ตลอดเวลาก็มากเพียงพอแล้ว อย่าให้ชีวิตคนที่อยู่ข้างหลังต้องสั่นคลอนกับความเสี่ยงนี้ การทำประกันชีวิตเป็นหนึ่งในช่องทางบริหารการเงินที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชาวฟรีแลนซ์ การทำประกันชีวิต อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาภาระให้กับคนในครอบครัวได้หากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น

3. ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล

สำหรับอาชีพอิสระที่จะเป็นต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลายิ่งต้องเซฟตัวเอง โดยเฉพาะความปลอดภัยบนท้องถนน อุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณไปตลอดกาล การทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลด้วยงบหลักร้อย อาจช่วยคุณอบอุ่นใจไปตลอดทั้งปี นับเป็นการลงทุนที่คุ้มมาก 

4. ประกันสะสมทรัพย์หรือประกันบำนาญ

ใครจะไปคาดคิดว่าอาชีพอิสระจะมีวัยเกษียณเฉกเช่นอาชีพอื่น ๆ แต่สิ่งที่แตกต่างคือสวัสดิการบำนาญที่ไม่มีอย่างใครเขา เว้นเสียแต่ทำประกันสังคมาตรา 39 ถึงกระนั้นเงินเกษียณคงไม่เพียงพอ อาจทำให้ในบั้นปลายชีวิตได้รับความลำบากหากปราศจากรายได้เข้ามาจุนเจือในวัยเกษียน การทำประกันสะสมทรัพย์หรือประกันบำนาญ จึงตอบโจทย์สำหรับฟรีแลนซ์ที่ต้องการวางแผนทางการเงินในวัยเกษียณ 

การทำงานฟรีแลนซ์ แม้จะได้ออกไปใช้ชีวิตอิสระ มีเวลาเป็นของตนเองก็ตาม แต่คงไม่มีประโยชน์อันใดเลยหากต้องมาเจ็บป่วยแล้วนำเงินที่มีทั้งหมดไปเพื่อค่ารักษาถ้าโชคดีอาจจ่ายค่ารักษาพยาบาลเพียงหลักร้อย แต่ถ้าเจ็บป่วยมากกว่านั้นเงินทองที่สะสมมาอาจหายได้ในชั่วพริบตา สำหรับใครที่กำลังลังเลว่าตนที่ประกอบอาชีพ ฟรีแลนซ์ซื้อประกันแบบไหนดี แนะนำให้เริ่มจากการสำรวจความเสี่ยงของตนเองว่างานที่ทำอยู่มีความเสี่ยงมากแค่ไหน เพื่อจะได้เลือกซื้อประกันได้อย่างเหมาะสมและเพื่อที่จะได้กำหนดงบประมาณในการเลือกซื้อประกันที่ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมความเสี่ยงที่ต้องการ