จอร์เจีย วิวหลักล้าน กับข้อควรรู้และวิธีเดินทางไปเที่ยว

หากใครที่เคยเรียนวิชาภูมิศาสตร์เชื่อได้ว่าจะต้องรู้จักกับ เทือกเขาคอเคชัส (Caucasus Mountains)ไม่มากก็น้อย เทือกเขานี้กั้นระหว่างทวีปเอเชียกับทวีปยุโรปที่ตัดผ่านพื้นที่ของ 4 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย , จอร์เจีย , อาร์เซอร์ไบจาน และ อาร์เมเนีย ซึ่งมีความสวยงามมาก และในท้องถิ่นยังคงวัฒนธรรมแบบโบราณให้เห็นอยู่
บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับประเทศจอร์เจีย ประเทศเล็ก ๆ ที่มีความสวยงามไม่แพ้สวิตเซอร์แลนด์ของยุโรป ทั้งค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยวยังถูกกว่ามาก ด้วยความสวยงามแบบยุโรปแต่จ่ายแบบสบายกระเป๋า ‘จอร์เจีย’ จึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทย ทั้งยังเป็นประเทศปลายที่ได้รับยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยว ทำงาน หรือติดต่อธุรกิจระยะสั้นไม่เกิน 60 วัน (ผ.60) ใครที่ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติและสถาปัตยกรรมโบราณไม่ควรพลาดมาเยือน ‘จอร์เจีย’

ทำความรู้จักกับประเทศจอร์เจีย
จอร์เจีย เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคคอเคซัส บริเวณรอยต่อระหว่างเอเชียและยุโรป มีภูมิประเทศที่สวยงามเต็มไปด้วยภูเขาหิมะ ทิศเหนือจรดรัสเซีย ทิศใต้ติดกับอาร์เมเนีย และตุรกี ทิศตะวันออกติดกับอาเซอร์ไบจานและมีชายฝั่งทะเลดำทางทิศตะวันตก เมืองหลวงคือ ‘ทบิลิซี’ (Tbilisi) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม
ประเทศจอร์เจีย มีชื่อเสียงในเรื่องของความสวยงามทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา แม่น้ำ และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวิติศาสตร์ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ โดยเฉพาะเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus Mountains) ที่มีหิมะปกคลุมเกือบตลอดทั้งปี อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่นี่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรม อาหารท้องถิ่นรสชาติอร่อย หากเทียบในส่วนของค่าใช่จ่ายในการท่องเที่ยวต้องบอกว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ ในยุโรป เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์เที่ยวคุ้มค่าในบรรยากาศแบบยุโรป เพราะ

1. สัมผัสธรรมชาติและภูเขาสุดอลังการ
จอร์เจียขึ้นชื่อเรื่องภูมิประเทศที่สวยงามอย่างมาก โดยเฉพาะเทือกเขาคอเคซัส (Caucasus) ที่มียอดเขาสูงปกคลุมด้วยหิมะ เช่น ยอดเขาคาซเบกิ (Kazbegi) ยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสามของจอร์เจีย เป็นแหล่งปีนเขาและชมธรรมชาติยอดนิยม
– Kazbegi (Stepantsminda ชื่อใหม่ ) เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่โอบล้อมด้วยภูเขา มีโบสถ์ Gergeti Trinity Church ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ตั้งอยู่บนยอดเขาที่มองเห็นวิวภูเขาหิมะอันยิ่งใหญ่
– Mestia เมืองเล็ก ๆ ใน Svaneti Region ที่เต็มไปด้วยป้อมปราการหิน บ้านเก่าแบบ Svan Tower และเป็นจุดเริ่มต้นการเดินเขาไปยังหมู่บ้าน Ushguli ที่สูงที่สุดในยุโรป (มีความสูง 1,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล) และยังมีคนอาศัยอยู่
– ทะเลสาบและแม่น้ำ เช่น ทะเลสาบ Paravani และแม่น้ำ Aragvi ที่ให้บรรยากาศสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน
2.เดินเล่นเมืองเก่าทบิลิซี ร่องรอยแห่งอดีต
Tbilisi (ทบิลิซี) เป็นเมืองหลวงของจอร์เจียที่ผสมผสานความทันสมัยและความเก่าแก่ได้อย่างลงตัว เมืองถูกสร้างขึ้นตามแนวแม่น้ำ Kura มีสะพานและวิวภูเขาสวย ๆ ล้อมรอบ สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวทบิลิซี เมืองหลวงของจอร์เจีย
– ย่านเมือง Old Tbilisi ที่เต็มไปด้วยอาคารสีสันสดใส ถนนที่ทำจากหินเก่า ซอกซอยที่มีร้านคาเฟ่เล็ก ๆ และโบสถ์ในยุคกลางที่ยังคงความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์
– Narikala Fortress ป้อมปราการนาริกาลา ป้อมปราการเก่าแก่บนยอดเขาที่มีประวัติการสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 หรือเมื่อเกือบ 1,700 ปี ที่คุณสามารถมองเห็นวิวเมืองทบิลิซีได้แบบ 360 องศา สำหรับการขึ้นไปชมป้อมปราการบนยอดเขานั้นมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ การเดินเท้า ที่จะพาคุณได้ชมความงามของเส้นทางและจุดชมวิวในแต่ละจุด และวิธีที่สองคือการขึ้นกระเช้าลอยฟ้า หรือเคเบิ้ลคาร์ ที่จะพาให้คุณมองเห็นเมืองหลวงของจอร์เจียในทุกมุมมองแบบ 360 องศา
– Sulfur Bath หากญี่ปุ่นมีออนเซ็น ที่จอร์เจียก็จะมีบ่อน้ำแร่ซัลเฟอร์ (กำมะถัน) ที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองนี้มานานหลายร้อยปี ว่ากันว่าการแช่น้ำแร่กำมะถันในเมืองทบิลิซี มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน โดยเฉพาะการบำรุงผิวพรรณ , ข้อต่อ , บรรเทาอาการคัน , ผิวแห้ง , กลาก , ลดการอักเสบของผิว , กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต นอกจากนี้การแช่น้ำแร่ยังมีส่วนช่วยผ่อนคลายความเครียด คลายกล้ามเนื้อ และเชื่อกันว่าสามารถช่วยบรรเทาปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร รวมถึงอาการนอนไม่หลับได้
– Bridge of Peace สะพานกระจกแห่งสันติภาพที่ผสมผสานชีวิตสมัยใหม่เข้ากับความเป็นมาในอดีตและเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ตั้งแต่ยุคสมัยแห่งการต่อสู้หลังยุคโซเวียต ตัวสะพานทอดข้ามแม่น้ำ Kura เชื่อมถนนเอเรเคิลที่ 2 กับสวนสาธารณะไรค์ ที่ถูกสร้างขึ้นในอิตาลีก่อนที่จะนำมาประกอบยังประเทศจอร์เจีย
– ถนน Rustaveli Avenue (รุสทาเวลี) ถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ถ่ายทอดผ่านสถาปัตยกรรม ร้านค้า ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และของที่ระลึก

3.ชิมไวน์และอาหารท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อ
จอร์เจียถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประวัติศาสตร์การทำไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกกว่า 8,000 ปี การมาเที่ยวจอร์เจียจึงไม่ควรพลาดการชิมไวน์ท้องถิ่น (Georgian Wine) ที่มีเอกลักษณ์และรสชาติที่แตกต่างจากไวน์ยุโรป พื้นที่ผลิตไวน์สำคัญ ได้แก่ แคว้นคาเคติ (Kakheti Region) ซึ่งเป็นแหล่งปลูกองุ่นหลักของประเทศ สำหรับไวน์ที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือ ‘ไวน์จอร์เจีย’ ที่หมักใน Kvevri (ไหดินเผา) ฝังดิน ให้รสชาติไวน์เข้มข้นและมีความหอมเฉพาะตัว นอกจากนี้ยังมีอาหารพื้นเมืองของจอร์เจียที่แนะนำให้ลิ้มลองซึ่งอร่อยและราคาไม่แพง เมนูที่ควรลอง เช่น Khinkali อ่านว่า คินคาลี (เกี๊ยวจอร์เจีย) , Khachapuri อ่านว่า คาชะปูริ (ขนมปังชีส) , Shashlik อ่านว่า ชาชลิก (บาร์บีคิวเนื้อ) และ Churchkhela อ่านว่า เชิร์ชเคลา (ขนมถั่วเคลือบน้ำองุ่น)

4.วางแผนเที่ยวจอร์เจียง่าย ๆ แบบฟรีวีซ่า
สำหรับคนไทย จอร์เจียเป็นประเทศที่สามารถเดินทางได้แบบฟรีวีซ่า โดยอยู่ได้ไม่เกิน 60 วัน คุณสามารถวางแผนเที่ยวได้อย่างยืดหยุ่น จะเที่ยวสั้น 5-7 วัน หรืออยู่ยาว 2-3 สัปดาห์ก็ได้
การเดินทาง
การเดินทางโดยเครื่องบิน ปัจจุบันยังไม่มีสายการบินที่บินตรงจากไทยไปจอร์เจีย หากแต่ต้องนั่งเครื่องไปลงประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต โดยสายการบิน AirArabia หรือสายการบิน Qatar Airways ไปลงกรุงโดฮาร์ประเทศการ์ต้า ก่อนต่อเครื่องไปลง Tbilisi เมืองหลวงของจอร์เจีย
การเดินทางภายในประเทศ สามารถเลือกใช้บริการสาธารณะได้ทั้งรถไฟ รถบัส ได้ เพราะมีราคาที่ค่อนข้างถูก โดยเฉพาะรถไฟใต้ดินที่ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ เพียงแต่ต้องระมัดระวังการเดินขึ้นและลงบันไดเพราะค่อนข้างสูง หากต้องการออกนอกเมืองสามารถที่จะบริการรถตู้หรือเช่ารถขับเองได้ ถ้าเป็นเส้นทางภูเขาควรขับขี่ด้วยความระมัดระวัง
ฤดูกาลท่องเที่ยว
เนื่องจากจอร์เจียมีภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขา สภาพอากาศของที่นี่จึงไม่ต่างจากยุโรป แต่ละฤดูกาลมีเสน่ห์และกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไป มาดูกันว่าฤดูไหนเหมาะกับสไตล์การเที่ยวของคุณบ้าง
ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม – พฤษภาคม) อากาศดี วิวสวยถูกใจคนไทย
เป็นช่วงเวลาที่หลายคนหลงรัก เพราะอากาศจะเย็นสบายกำลังดีในตอนกลางวัน แต่ยังคงหนาวเย็นในยามค่ำคืน พระอาทิตย์ขึ้นและตกตามเวลาปกติ ยอดเขาสูงบางแห่งยังคงมีหิมะปกคลุมขาวโพลน ทำให้ได้ภาพวิวที่สวยงามจับใจ แต่ก็ต้องเตรียมใจเรื่องฝนที่อาจตกได้บ่อยกว่าฤดูอื่น
ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม) เที่ยวได้เต็มที่ แสงสว่างยาวนาน
เป็นช่วงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่นักท่องเที่ยวชาวตะวันตก เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้อาบแดด ด้วยเหตุนี้ฤดูร้อนจึงถือเป็น High Season ของจอร์เจีย ใครที่ชอบเที่ยวแบบจัดเต็ม บอกเลยว่าช่วงนี้ตอบโจทย์สุดๆ เพราะมีช่วงเวลากลางวันที่ยาวนานมากคือตั้งแต่ตีสี่ไปจนถึงสามทุ่ม เป็นเวลายายนานที่จะให้เที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ได้อย่างเต็มอิ่ม มีแสงธรรมชาติสวยๆ ให้ถ่ายรูปได้ทั้งวัน แถมยังไม่ค่อยเจอฝน และไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาหิมะถล่มจนต้องปิดถนน

ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน) ชมวิวใบไม้เปลี่ยนสี อากาศเย็นสบาย
ฤดูใบไม้ร่วงมีความคล้ายคลึงกับฤดูใบไม้ผลิในหลายๆ ด้าน เพียงแต่บรรยากาศจะอบอวลไปด้วยสีสันของใบไม้ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นโทนสีส้ม แดง ทอง ก่อนจะร่วงโรยเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศจะเริ่มเย็นสบายในตอนกลางวัน และลดลงเหลือเลขตัวเดียวในตอนกลางคืน
ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) สวรรค์ของคนรักหิมะและสกี
สำหรับใครที่ใฝ่ฝันอยากสัมผัสหิมะตกโปรยปราย จอร์เจียในช่วงฤดูหนาวคือคำตอบ สกีรีสอร์ทต่างๆ จะคึกคักและเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว สิ่งสำคัญคือ หากหิมะตกหนัก การเดินทางอาจเป็นไปได้ยาก เพราะต้องรอรถกวาดหิมะเปิดทาง หรือบางครั้งถนนอาจถูกปิดชั่วคราว แต่ถ้าคุณต้องการเห็นโลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวโพลนปกคลุมไปด้วยหิมะหนานุ่มและได้สนุกกับการเล่นสกีอย่างเต็มที่ ฤดูหนาวนี่แหละคือช่วงเวลาที่คุณรอคอย
หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวแห่งใหม่ที่จะทำให้คุณได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติและได้สัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่าง จอร์เจีย คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ควรอยู่ในลิสต์การเดินทางเพื่อให้คุณสัมผัสบรรยากาศยุโรปในราคาที่จับต้องได้ เที่ยวได้แบบฟรีวีซ่าสำหรับคนไทย มีทั้งธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เมืองเก่าที่มีมนต์เสน่ห์ อาหารและไวน์รสชาติดี รวมถึงวัฒนธรรมที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว … จอร์เจีย ไม่ไป ไม่ได้แล้ว
ถ้าคิดถึงเรื่องประกัน TPIS ตรีเพชรอินชัวรันส์ โบรกเกอร์ประกันภัย เป็นที่ปรึกษาด้านประกันภัยรถยนต์ ประกันการเดินทาง และประกันด้านสุขภาพ