ใครที่กำลังตัดสินใจซื้อรถมือสอง หรือซื้อรถใหม่ที่มีอุปกรณ์ภายในรถให้เลือก คงมีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา หนึ่งในคำถามสำคัญคือจะเลือก เบาะรถยนต์ แบบไหนดีใครที่กำลังตัดสินใจซื้อรถมือสอง หรือซื้อรถใหม่ที่มีอุปกรณ์ภายในรถให้เลือก คงมีหลายเรื่องที่ต้องพิจารณา หนึ่งในคำถามสำคัญคือจะเลือก เบาะรถยนต์ แบบไหนดี ระหว่างเบาะหนังหรือเบาะผ้า เพราะเบาะทั้งสองประเภทต่างก็มีเรื่องที่ต้องพิจารณาต่างกัน เช่น เบาะผ้าทำความสะอาดยากกว่า แต่ก็ระบายความร้อนได้ดีกว่า ส่วนเบาะหนังให้ความรู้สึกหรูหรากว่า แต่ก็เก็บความร้อนไว้มากกว่า รวมถึงไลฟ์สไตล์ก็มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งก่อนตัดสินใจว่าจะเลือกแบบไหนต้องลองมาทำความรู้จักกับเบาะแต่ละประเภทกันก่อน
เบาะรถยนต์มีกี่ประเภท? ทำความรู้จักก่อนตัดสินใจเลือกใช้
เบาะรถยนต์มีวัสดุหุ้มหลายประเภท ก่อนเลือกเบาะที่เหมาะสมควรพิจารณาทั้งความสบาย การดูแลรักษา และงบประมาณ โดยแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้
1. เบาะหนังแท้ (Genuine Leather)
ผลิตจากหนังสัตว์ มีสัมผัสนุ่ม ดูหรูหรา มีความทนทาน
ราคา: ประมาณ 15,000–50,000 บาทต่อชุด ขึ้นอยู่กับเกรดหนังและรุ่นรถ
2. เบาะหนังเทียม (PU และ PVC)
ผลิตจากวัสดุสังเคราะห์ที่เลียนแบบหนังแท้ ทำความสะอาดง่าย มีหลายสี สำหรับหนัง PU มักมีสัมผัสนุ่ม ส่วนหนัง PVC มักมีราคาประหยัด
ราคา: ประมาณ 3,000–20,000 บาทต่อชุด ขึ้นอยู่กับชนิดวัสดุและคุณภาพงานติดตั้ง
3. เบาะผ้า หรือเบาะกำมะหยี่ (Fabric / Velour Seats)
มีสัมผัสนุ่ม ระบายอากาศได้ดี นั่งสบายในสภาพอากาศร้อน แต่ดูดซับฝุ่นและคราบสกปรกได้ง่าย จึงต้องหมั่นทำความสะอาดเพื่อป้องกันกลิ่นอับ
ราคา: ประมาณ 2,000–10,000 บาทต่อชุด ขึ้นอยู่กับชนิดผ้าและรูปแบบการตัดเย็บ
หมายเหตุ : ราคาขึ้นอยู่รุ่นรถและร้านให้บริการเปลี่ยนเบาะ แนะนำตรวจสอบก่อนใช้บริการ
ความสำคัญของการเลือกเบาะรถที่เหมาะกับตัวเอง
เบาะรถยนต์ มีความสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่น ๆ ของรถ เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับตัวคุณและคนในรถตลอดเส้นทาง ในฐานะคนขับ การได้เบาะที่นั่งสบายก็ช่วยให้ขับรถทางไกลได้ผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนคนที่นั่งในรถก็ต้องการเบาะที่นั่งสบายเช่นกัน และต่อไปนี้คือความสำคัญของการเลือกเบาะรถ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรถใหม่หรือเปลี่ยนเบาะรถเมื่อเสื่อมสภาพ
• ในแง่สรีระและความสบาย เบาะที่ดีและเหมาะกับตัวคุณจะช่วยรองรับสรีระ กระจายน้ำหนัก และลดแรงกดทับระหว่างการเดินทาง ซึ่งช่วยเพิ่มความสบายและลดอาการเมื่อยล้าระหว่างเดินทางได้
• ความรู้สึกในการขับขี่และอารมณ์ ความนุ่ม แน่น หรือผิวสัมผัสของเบาะ ส่งผลต่อความสบายและความเพลิดเพลินในการเดินทาง
• การระบายความร้อน วัสดุแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการสะสมและถ่ายเทความร้อนที่แตกต่างกัน การเลือกเบาะที่ไม่เหมาะกับการจอดรถกลางแจ้งหรือรูปแบบการใช้งาน อาจทำให้คุณต้องทนกับความร้อนสะสมทุกครั้งที่ขึ้นรถ
• คุณสมบัติเฉพาะตัวของเบาะแต่ละประเภทส่งผลต่อการดูแลรักษาที่ต่างกัน ทั้งเรื่องการสะสมฝุ่น ไรฝุ่น และขนสัตว์เลี้ยง ตลอดจนความยากง่ายในการเช็ดทำความสะอาดคราบสกปรกต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อสุขภาพและบรรยากาศภายในห้องโดยสาร
• ราคาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเบาะแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน การพิจารณาในจุดนี้จะช่วยให้คุณเลือกเบาะที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าและงบประมาณของตัวเองได้ดีที่สุด

ข้อดีและข้อเสียของเบาะหนัง
เบาะหนังเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการความหรูหรา โดยมีทั้งแบบหนังแท้ หนังเทียม (PU หรือ PVC) รวมถึงหนังสังเคราะห์เกรดพรีเมียม ซึ่งคุณสมบัติจะต่างกันไปตามประเภทของวัสดุ
ข้อดี
- ภาพลักษณ์หรูหรา พรีเมียม ยกระดับห้องโดยสารให้ดูมีระดับ
- ทำความสะอาดง่าย หากเผลอทำน้ำหกบนเบาะ ผิวหน้าของเบาะหนังจะไม่ซึมซับในทันที ทำให้สามารถใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดได้อย่างรวดเร็ว
- เปรียบเทียบกับเบาะผ้าโดยทั่วไป เบาะหนังจะไม่กักเก็บฝุ่นหรือขนสัตว์ รวมถึงไม่เก็บกลิ่นอับ
ข้อเสีย
- วัสดุหนังมีคุณสมบัติในการสะสมความร้อน เมื่อจอดรถตากแดดเป็นเวลานาน เบาะอาจมีความร้อนสะสมค่อนข้างสูงจนต้องใช้เวลาในการระบายความร้อนเมื่อกลับเข้ามาในรถ
- ผิวสัมผัส เบาะหนังจะมีความเรียบลื่นกว่าเบาะผ้า ทำให้สำหรับเบาะบางรุ่นและบางคนจะรู้สึกว่านั่งได้ไม่มั่นคงโดยเฉพาะเมื่อขับรถเร็ว
- ในระยะยาวเบาะหนังอาจเกิดการเสื่อมสภาพหรือแตกลายงาได้ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาหรือบำรุงด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ

ข้อดีและข้อเสียของเบาะผ้า
เบาะผ้า จัดเป็นเบาะมาตรฐานที่มักติดตั้งมากับรถยนต์หลายรุ่น โดยคุณสมบัติในการใช้งานจะขึ้นอยู่กับการถักทอและการออกแบบของแต่ละรุ่นเช่นกัน
ข้อดี
- เบาะผ้ามีคุณสมบัติไม่สะสมความร้อนเท่ากับเบาะหนัง เมื่อจอดรถกลางแดด มักจะสะสมความร้อนน้อยกว่า
- ผิวสัมผัส เบาะผ้าจะให้ความรู้สึกนุ่มสบาย ผิวมีความฝืดพอสมควรจึงช่วยโอบกระชับและยึดตัวผู้ขับขี่ให้อยู่กับที่ได้ดีในระดับหนึ่ง
- สำหรับการเปลี่ยนผ้าหุ้มเบาะใหม่ ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนก็ราคาถูกกว่าเบาะหนัง
ข้อเสีย
- ทำความสะอาดยาก ถ้าเผลอทำน้ำหวาน ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลมหยดใส่ น้ำจะซึมเข้าสู่เนื้อผ้ารวมถึงฟองน้ำด้านในทันที
- สะสมฝุ่นและไรฝุ่นได้มากกว่าเบาะหนัง
- ค่าบำรุงรักษาจะถูกกว่าเบาะหนัง แต่ในด้านความทนทาน ผ้าอาจเกิดรอยด่าง ขาด หรือสึกหรอได้ง่ายกว่าเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน
จัดเช็กลิสต์ เลือกเบาะรถอย่างไรให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ
เมื่อรู้ข้อดีข้อเสียของ เบาะรถยนต์ ทั้งสองประเภทแล้ว หากอยากรู้ว่าเราควรเลือกเบาะประเภทไหนดี สิ่งที่ทำได้คือนำข้อดีข้อเสียมาเทียบกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองและคนที่ใช้รถร่วมกัน เพื่อให้เลือกได้ง่ายขึ้น ขอให้ลองดูจากเช็กลิสต์ต่อไปนี้
1. เลือกเบาะหนัง
- ครอบครัวคุณมีเด็กเล็ก เพราะเด็กมักจะทำน้ำหรือขนมหกลงบนเบาะ เลือกใช้เบาะหนังจะช่วยให้ทำความสะอาดได้อย่างรวดเร็วและไม่เกิดคราบฝังแน่น
- มีสัตว์เลี้ยง เพราะขนสัตว์จะไม่ฝังในเนื้อเบาะ และเมื่อเกิดคราบสกปรก ก็ทำความสะอาดได้ง่าย
- เป็นภูมิแพ้หรือแพ้ฝุ่น เลือกเบาะหนังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพราะเบาะหนังไม่สะสมฝุ่น ไรฝุ่น จึงช่วยให้อากาศภายในรถสะอาดและปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น
- ชอบความหรูหราและต้องการความรู้สึกพรีเมียม เบาะหนังคือคำตอบที่ตรงจุด
2. เลือกเบาะผ้า
- จอดรถตากแดดเป็นเวลานานควรเลือกเบาะผ้า เพราะเบาะผ้าระบายอากาศได้ดี ไม่แตกลายงา ไม่ให้ความรู้สึกร้อนหรือเหนียวตัวขณะนั่ง
– ต้องการประหยัดค่าบำรุงรักษา เพราะเบาะผ้าราคาประหยัดทั้งตอนเปลี่ยนและค่าบำรุงรักษาในระยะยาว ในชีวิตประวันดูแลง่าย สามารถดูดฝุ่นทำความสะอาดได้เอง ต่างจากเบาะหนังที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลอย่างครีมบำรุงเบาะหนัง หรือน้ำยาทำความสะอาดเบาะหนัง
– ไม่อยากกังวลกับปัญหาในการทำความสะอาดและเลือกเบาะผ้าได้ง่ายขึ้น
– ต้องการความนุ่มสบาย ไม่ลื่นไถลง่ายขณะนั่งเลือกเบาะผ้า
การเลือกเบาะมีความสำคัญไม่แพ้การเลือกอุปกรณ์ส่วนอื่น ๆ ในรถ และคุณคงรู้แล้วว่าเบาะแต่ละประเภทเหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน รวมถึงมีข้อดีข้อเสียที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการที่ต่างกัน อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าหลังจากได้เช็กลิสต์ที่เราจัดมาให้ในวันนี้ ไม่ว่าจะซื้อรถใหม่หรือกำลังจะเปลี่ยนเบาะใหม่ คุณก็จะเลือกได้ง่ายขึ้น และได้ เบาะรถยนต์ ที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเอง