รู้หรือไม่ โรคหัวใจ และหลอดเลือด ถือเป็นภัยเงียบที่คราชีวิตผู้คนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าจะรับมือได้ทัน ทั้งที่เหตุการณ์เสียชีวิตนั้นสามารถที่จะรักษาได้ เพียงแค่ รู้ก่อน การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ก็มีโอกาสที่จะรักษาและป้องกันได้
ที่สำคัญความน่ากลัวของโรคหัวใจ มิได้มีเพียงชนิดเดียว แต่ครอบคลุมกลุ่มอาการของโรคที่หลากหลาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ, โรคลิ้นหัวใจรั่วหรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งแต่ละอาการและสาเหตุ ล้วนมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการทั้งหลายถือเป็นก้าวแรกในการสังเกตตัวเองเพื่อที่จะได้ป้องกันตนเองและคนที่คุณรัก
โรคหัวใจคืออะไร
โรคหัวใจ คือ กลุ่มอาการที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งประกอบไปด้วย
1. โรคหลอดเลือดหัวใจ
เกิดจากไขมันสะสมตามผนังหลอดเลือดจนทำให้หลอดเลือดตีบหรือตัน จึงทำให้เลือดเดินทางไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่สะดวก ผู้ป่วยจึงมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรกดทับ
2. โรคหัวใจรูมาติก
เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเบต้าสเตรป โตคอคคัส กลุ่ม เอ (Beta – hemolytic Streptococcus Group A) จากไข้รู้มาติก ส่งผลให้ระบบหัวใจผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อต่อ เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก

3. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
เกิดจากตำแหน่งในหัวใจเกิดกระแสไฟฟ้าผิดปกติ ทำให้เลือดหมุนเวียนหัวใจเต้นผิดปกติหรือเต้นไม่เป็นจังหวะ ส่งผลให้ผู้ป่วยอาจรู้สึกใจสั่น หน้ามืด วิงเวียนและหมดสติได้
4. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา ส่งผลให้เด็กที่เกิดมาเป็นโรคหัวใจตั้งแต่เกิด ทำให้เด็กที่เกิดมามีอาการตัวเขียว เมื่อโตขึ้นทำให้การเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ
5. ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
เกิดจากเลือดจับตัวกันเป็นก้อน(ลิ่มเลือด) ภายในหลอดเลือด หากลิ่มเลือดนี้หลุดไปตามกระแสเลือดแล้วไปอุดตันที่หลอดเลือดบริเวณนั้น ๆ ก็จะเกิดการอุดตันและทำให้เลือดเดินทางไม่สะดวก เช่น หลอดเลือดสมอง เส้นเลือดอุดตันในปอดหรือขา เป็นต้น สำหรับอาการของภาวะลิ่มเลือดอุดตันขึ้นอยู่ว่าเกิดขึ้นในอวัยวะใด เช่น ที่ปอดอาจทำให้หายใจติดขัด ปวดหน้าอก, ที่สมอง พูดไม่ชัด แขนขาไม่มีแรง, ที่แขนขา อาจมีภาวะอ่อนแรง ซีด ชา เป็นต้น
6. โรคลิ้นหัวใจ
เกิดขึ้นเมื่อลิ้นหัวใจ มีความผิดปกติ เช่น ตีบ รั่ว ทำให้การไหลเวียนของเลือดผิดปกติ ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่นและขาบวม เป็นต้น
สาเหตุและปัจจัย ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
สาเหตุของการเกิด โรคหัวใจ ที่มิใช่การเป็นโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิด มีด้วยกันหลายปัจจัย ดังนี้
1. ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้
- อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดจะเริ่มเสื่อมสภาพและมีความยืดหยุ่นลดลงตามธรรมชาติ
- เพศ ในเพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิงในช่วงวัยหนุ่มสาว อาจเพราะเพศชายทำงานหนัก เล่นกีฬาหนักและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ มีพฤติกรรมความเสี่ยงสูงมากกว่าเพศหญิง แต่เมื่อย่างเข้าสูงช่วงปลายของวัยทำงานเพศหญิงจะมีความเสี่ยงเพิ่มสูงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะช่วงวัยหมดประจำเดือนเนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน
- พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง มีประวัติเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย ตัวคุณก็จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
2. ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ เพียงปรับพฤติกรรม
- ภาวะความดันโลหิตสูง ภัยเงียบที่ทำให้หัวใจต้องออกแรงสูบฉีดหนักขึ้นตลอดเวลา
- ภาวะไขมันในเลือดสูง ไขมันเลว (LDL) ที่มากเกินไปจะไปเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการตีบตัน
- โรคเบาหวาน สามารถทำลายหลอดเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจได้
- การสูบบุหรี่ สารนิโคตินและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในควันบุหรี่ ทำให้หลอดเลือดหดตัว หัวใจเต้นเร็ว ทำให้เกิดความดันสูง และกล้ามเนื้อหัวใจหดเกร็ง
- โรคอ้วนและคนที่มีสภาวะน้ำหนักเกิน เพราะทำให้หัวใจทำงานหนัก ซึ่งโรคดังกล่าวจะมาพร้อมกับความดันและเบาหวาน
- ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ จะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียด ส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูง

สัญญาณเตือนและอาการของโรคหัวใจ
คือ สัญญาณที่ร่างกายพยายามเตือนว่าหัวใจกำลังทำงานผิดปกติ ที่ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บ ปวดและไม่สบายตัวโดยเฉพาะบริเวณหน้าอก แม้โรคหัวใจจะมีหลายชนิด แต่อาการเตือนสำคัญที่พบได้บ่อย ได้แก่
1. เจ็บแน่นหน้าอก
เป็นอาการที่พบได้บ่อย ซึ่งผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บ แน่น อึดอัด เหมือนมีของหนักมาทับตรงกลางหน้าอก หรือเอียงไปทางซ้าย อาการเจ็บแน่นนี้อาจร้าวไปยังไหล่ แขน หลังและคอ ซึ่งอาการจะดีขึ้นเมื่อได้พัก จึงทำให้ผู้ป่วยคิดไปเองว่าว่าคงทำงานหนักเกินไป
2. เหนื่อยง่ายผิดปกติ
รู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม เมื่อได้ทำกิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำได้ เช่น การเดินขึ้นบันไดเพียง 3-4 ขั้น
3. หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ผู้ป่วยรู้สึกหัวใจเต้นเร็ว แรงและ สั่น เต้นข้ามจังหวะ หรือสะดุด โดยที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือตื่นเต้น
4. เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม
เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เนื่องจากหัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่ดี หรือหัวใจเต้นช้าหรือเร็วเกินไป
5. ขาหรือข้อเท้าบวม
เกิดจากหัวใจทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ สูบฉีดเลือดกลับได้ไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของน้ำตามข้อเท้า หรือหน้า
6. เหงื่อออกมากแต่ตัวเย็น
โดยปกติเหงื่อจะออกเพราะร่างกายมีอุณหภูมิสูง แต่ถ้าเป็นโรคหัวใจเหงื่อจะออกมากแต่ตัวเย็น ซึ่งอาจมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วย
วิธีป้องกันโรคหัวใจ ทำได้ง่าย ๆ
ปัจจุบัน โรคหัวใจ เป็นโรคที่สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงการเสียชีวิตลงได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้
1. แนะนำหลักโภชนาการ อาหารการกิน
กินอย่างเหมาะสม ลดหวาน มัน เค็ม ควบคุมโซเดียมและไขมันอิ่มตัว เพิ่มผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสีและไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก หรือปลาทะเล เพื่อดูแลหลอดเลือดให้แข็งแรง
2. การออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพ
เน้นกิจกรรมแอโรบิกปานกลาง เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ ประมาณ 30 นาทีต่อวัน (150 นาทีต่อสัปดาห์) อย่างสม่ำเสมอ ไม่หักโหมเกินไป เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด
3. การจัดการความเครียดและการนอนให้เพียงพอ
ผ่อนคลายความเครียดด้วยกิจกรรมที่ชอบเพื่อลดความดันโลหิตและนอนหลับอย่างมีคุณภาพ 7–8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดได้พักผ่อนและฟื้นฟูเต็มที่
4. ตรวจสุขภาพประปี
แนะนำให้เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อเช็กความเสี่ยงของร่างกายและค้นหาภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการ เพื่อที่จะได้รักษาและป้องกันตั้งแต่แรก
หัวใจเป็นอวัยวะที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุดพัก การดูแลสุขภาพหัวใจจึงไม่ใช่เรื่องที่จะผัดวันประกันพรุ่งได้ หากพบว่าตนเองมีอาการหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นความดันสูง อย่ารอให้เป็นหนักแล้วค่อยไปพบหมอ ควรเริ่มสังเกตตัวเอง ควบคุมปัจจัยเสี่ยงและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้เพื่อป้องกันก่อนเกิดโรคเพื่อจะได้อยู่ด้วยกันกับคนรักและครอบครัวไปนาน ๆ
