เมื่อลมหนาวพัดผ่าน พร้อมเกล็ดหิมะขาวบริสุทธิ์ร่วงโรยจากฟากฟ้า นั่นคือสัญญาณว่า ฤดูหนาวของญี่ปุ่น ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ฤดูหนาวของที่นี่มิใช่มีเพียงแค่อากาศที่หนาวเย็น แต่เป็นช่วงเวลาที่ดินแดนแห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ราวกับดินแดนในเทพนิยาย ทั่งทิวทัศน์ ธรรมชาติ ที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนและเงียบสงบ บ่อน้ำพุร้อนที่มีไอน้ำพวยพุ่งราวกับภูเขาไฟที่รอวันปะทุ ตลอดจนแสงไฟที่ประดับประดาส่งแสงระยิบระยับ ให้ตื่นจากการหลับไหลในเมืองใหญ่
ไม่ว่าคุณจะเป็นสายลุยที่หลงไหลในความท้าทายของลานสกีระดับโลก หรือสายชิลที่อยากนอนแช่ออนเซ็น เพื่อคลายหนาวจากหิมะ หรือสายถ่ายรูปที่มองหาทัศนีภาพอันน่าทึ่ง บทความนี้ได้รวบรวม 16 สถานที่ท่อง เที่ยวญี่ปุ่น สุดฮิตในฤดูหนาวที่จะทำให้คุณตกหลุมรัก หยิบเสื้อโค้ตตัวโปรดแล้วออกไปสัมผัสกับความงามทางธรรมชาติด้วยกัน
เที่ยวเมืองหลักญี่ปุ่นยอดฮิต สัมผัสหิมะแลนด์มาร์กระดับโลก
1. ซัปโปโร (Sapporo) – ฮอกไกโด
ฮอกไกโด ดินแดนที่ครบเครื่องในฤดูหนาว ทั้งเทศกาลระดับโลก เมนูคลายหนาวที่ต้องมาลองสักครั้งในชีวิต
- เทศกาลหิมะซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ที่จัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ตระการตากับประติมากรรมน้ำแข็ง ด้วยฝีมือช่างแกะน้ำแข็งนานาชาติที่มีฝีมือระดับโลก พร้อมการแสดงแสงไฟสว่างไสวในยามค่ำคืน
- ซุปแกงกะหรี่ (Soup Curry) กับซุปแกงกะหรี่ร้อน ๆ ที่หอมกรุ่นไปด้วยเครื่องเทศ กินคู่กับข้าวสวยและเครื่องเคียง เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย
- ปูทาราบะ (Taraba King Crab) พลาดไม่ได้กับปูจักรพรรดิเนื้อแน่น ที่หวานฉ่ำที่สุดในรอบปี ย่างกับเต่าถ่านร้อน ๆ อร่อยล้ำเต็มคำ
- ปิ้งย่างเนื้อแกะเจงกิสข่าน (Jingisukan) เมนูท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อของฮอกไกโด เนื้อแกะเกรดพรีเมี่ยม ที่นำมาย่างบนเตาร้อน ๆ กินคู่กับผักหวานกรอบ นับเป็นเมนูสุดฮิตที่นิยมกินในฤดูหนาว
วิธีการเดินทาง : สามารถบินตรงไปลงสนามบิน Shin-Chitose (CTS) แล้วนั่งรถไฟ JR Rapid Airport ไปยังสถานี Sapporo ใช้เวลาประมาณ 37 นาที

2. คลองโอตารุ (Otaru Canal) – ฮอกไกโด
หนึ่งในจุดหมายปลายทางคลาสสิกที่สวยที่สุดของฮอกไกโด เมืองท่าโอตารุ ที่มาพร้อมเทศกาล Otaru Snow Light Path ที่เนรมิตเส้นทางบนถนนและซอกซอย ให้สว่างไสวด้วยโคมไฟจากแสงเทียนที่ปักลนบนหิมะและแสงเทียนในโคมไฟลูกแก้วที่แกว่งไกวไปบนผิวน้ำ โดยงานเทศกาลดังกล่าวจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์
นอกจากนี้ยังมีอาหารทะเลสดใหม่ ซูชิและไคเซ็นด้ง ที่ขึ้นชื่อของเมืองโอตารุ คุณสามารถเดินเที่ยวและตระเวนชิมอาหารรสเลิศท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนโรแมนติกนี้ได้
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ JR จากสถานี Sapporo ลงที่สถานี Otaru ใช้เวลาประมาณ 30–45 นาที
3. สวนสัตว์อาซาฮิยามะ (Asahiyama Zoo) – ฮอกไกโด
ไฮไลต์เด็ดที่ไม่ควรพลาดในการไป เที่ยวญี่ปุ่น ในฤดูหนาว คือการชมความน่ารักของนกเพนกวินและหมีขั้วโลกอย่างใกล้ชิด ภายในสวนสัตว์อาซาฮิยามะมีสัตว์กว่า120 สายพันธุ์ ให้ได้เข้าเยี่ยมชมอย่างเพลิดเพลิน เช่น สุนัขจิ้งจอก หมีสีน้ำตาล เหมาะกับการไปเที่ยวกับครอบครัวที่มีเด็ก ๆ แบบ One Day Trip เป็นอย่างมาก
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ JR จากสถานี Sapporo ไปลงสถานี Asahikawa ใช้เวลาประมาณ 80 นาที แล้วนั่งรถบัสไปยังสวนสัตว์ประมาณ 40 นาที

4. นิเซโกะ สกีรีสอร์ต (Niseko Village Ski Resort) – ฮอกไกโด
สวรรค์ของคนรักหิมะและลานสกีระดับโลก หากใครได้มาถึงฮอกไกโดแล้วไม่ได้แวะไปพักที่ นิเซโกะ สกีรีสอร์ต ในช่วงหน้าหนาว ถือว่ายังมาไม่ถึงฮอกไกโด เพราะที่นี่คุณจะได้สัมผัสกับ Powder Snow หรือ หิมะเนื้อนุ่มที่มีความละเอียดเหมือนเนื้อแป้ง ทั้งเทือกเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะที่ขาวโพลนสุดสายตา ไฮไลท์ของที่นี่ที่ไม่ควรพลาดการเล่นสกีหิมะ สโนว์บอร์ด และการขับสโนว์โมบิล (Snowmobile) ตะลุยหิมะ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ติดลบ
วิธีการเดินทาง : สามารถเดินทางได้ 2 แบบ คือ 1.รถบัส จากสนามบินนิวชิโตเสะ หรือจากตัวเมืองซัปโปโร ลงที่รีสอร์ตได้เลย ใช้เวลาเดินทาง 2.5 – 3 ชั่วโมง 2.เดินทางด้วยรถไฟ นั่งรถไฟจากสถานี Sapporo เปลี่ยนขบวนที่สถานี Otaru แล้วเดินทางต่อไปยังสถานี Kutchan ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถบัสหรือรถแท็กซี่อีกประมาณ 20 นาที ถึงรีสอร์ต

5. หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) – กิฟุ
หมู่บ้านโบราณ สไตล์ญี่ปุ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อฤดูหนาวมาเยือนจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาทึบ ที่ดูเหมือนหมู่บ้านในเทพนิยาย ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดในการมาเที่ยวที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ คือ งานประดับไฟฤดูหนาว (Winter Light-Up) ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ โดยจะเปิดแสดงแสงไฟให้ชมเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้าพักจะต้องจองล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ทางการเท่านั้น ไม่สามารถ Walk-in ได้
จุดเช็กอินที่ไม่ควรพลาดเมื่อได้มาสัมผัสกับความหนาวเย็นของที่นี่คือ จุดชมวิวชิโรยามะ (Shiroyama Viewpoint) ที่สามารถมองเห็นหมู่บ้านทั้งหมดถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาหิมะ
วิธีการเดินทาง : จากโตเกียว นั่งรถไฟชินคันเซ็นไปลง Toyama จากนั้นนั่งรถบัส Nohi Line ไปลง Shirakawa

6. ตะลุยเมืองมัตสึโมโตะ – นากาโน่
อีกหนึ่งเมืองที่มีบรรยากาศไม่แพ้ฮอกไกโด ที่อยู่ท่ามกลางเทือกเขาเจแปนแอล ซึ่งในฤดูหนาวจะถูกย้อมไปด้วยสีขาวของหิมะ ที่มอบมนต์ขลังดั้งเดิมของญี่ปุ่นได้แบบลงตัว การเดินทางไปยังเมืองมัตสึโมโตะก็สะดวก สามารถเลือกเดินทางได้ทั้งรถไฟ รถบัสหรือเช่ารถขับ ไฮไลท์ที่สำคัญได้แก่
- ปราสาทมัตสึโมโตะ หรือ ปราสาทอีกาในดงหิมะ ปราสาทไม้โบราณที่มีความสมบูรณ์ที่สุดของญี่ปุ่น ที่มาของฉายาปราสาทอีกาคือกำแพงสีดาของเท็นชุคาคุ หรือมีอีกชื่อเรียกว่า คาราซุโจ ที่แปลว่าปราสาทอีกา
- เดินชิลย่านเมืองเก่า เพลิดเพลินไปกับสายลมหนาวบนถนนนาวาเตะ แหล่งรวมของกิน ของฝากจำนวนมาก และถนนนากะมาจิเป็นโชเท็นไก ซึ่งมีบ้านเรือนและอาคารเก่าพร้อมมุมถ่ายรูปชิก ๆ ไว้เป็นที่ระลึก
- คลายหนาวด้วย ชินชูโซบะ (Shinshu Soba) โซบะทำมือที่ขึ้นชื่อของนากาโน่ เสริฟพร้อมน้ำซุปร้อน ๆ สร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ JR จากสถานี ชินจูกุ ในเมืองโตเกียว ไปลงสถานีมัตสึโมโตะ จากนั้นเดินต่ออีก 15 นาที
7. โนริคุระ NorthStar Outdoor Adventures – นากาโน่
ศูนย์รวมกิจกรรม Out Door ท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาและหิมะ บนเทือกเขาโนริคุระ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความสมบูรณ์ของธรรมชาติ ซึ่งตอบโจทย์สายลุยโดยเฉพาะกิจกรรมในฤดูหนาว เช่น การเดินเล่นบนหิมะนุ่มฟู เพื่อมุ่งหน้าไปชมน้ำตกน้ำแข็งที่หาดูได้ยาก และการเล่นสกีแบบออฟพิสต์ (เส้นทางอิสระ) ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว
หลีกหนีความวุ่นวายท่ามกลางบรรยากาศส่วนตัว ซึมซับธรรมชาติของป่าสนและทิวเขา เหมาะแก่การพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง
วิธีการเดินทาง : จากมัตสึโมโตะให้ขึ้นรถไฟไปยังชิน-ชิมะชิมะ จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นรถบัสสายคันโกะเซ็นเตอร์มาเอะที่มุ่งหน้าไปยังที่ราบสูงโนริคุระโคเก็น หรือจะเช่ารถเพื่อขับมาก็ตามสะดวก
8. คามิโคจิ (Kamikochi) – นากาโน่
เปิดประสบการณ์ เที่ยวญี่ปุ่น ในฤดูหนาวกับเทือกเขาเจแปนแอลป์ คามิโคจิที่ถูกเนรมิตให้สวยงามราวกับหยุดเวลาไว้ มีหิมะหนานุ่มจับตัวตามกิ่งสนเกิดเป็นประติมากรรมน้ำแข็ง ผิวน้ำอะซูสะที่เคยไหลซัด กลายเป็นน้ำสีเขียวมรกตที่ไหลเอื่อยสลับกับแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ ที่จับตัวตามริมฝั่ง สะท้อนให้เห็นยอดเขาหิมะแและท้องฟ้าที่สดใสจากวิวบนสะพานกัปปะ
สำหรับใครที่จะเดินทางไปเที่ยวคามิโคจิทางอุทยานจะปิดทำการอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนเมษายน และเปิดบริการเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปได้เข้าชมตั้งแต่กลางเดือนเมษายน ถึง กลางเดือนพฤศจิกายน สิ่งอำนวยความสะดวกปิดทั้งหมดและต้องเดินทางเท้าเข้าไปเท่านั้นและที่สำคัญจะต้องมีไกด์นำทางพร้อมอุปกรณ์เดินทางที่มีความปลอดภัย
วิธีการเดินทาง : จากมัตสึโมโตะให้นั่งรถบัส National Park Liner ไปลง Kamikochi ได้เลย

9. ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) – ยามานาชิ
สำหรับใครที่อยากได้ฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิสวย ๆ ในฤดูหนาว ต้องที่นี่เลย ทะเลสาบคาวากุจิโกะ หนึ่งในจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิยอดฮิตที่สวยที่สุด โดยฉากหลังจะเป็นทะเลสาบสีฟ้าคราม ถัดจากนั้นจะเป็นภูเขาไฟฟูจิที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ยิ่งเมื่อมองไปยังทะเลสาบที่มีหิมะตกโปรยปรายรอบ ๆ จะได้รูปสวยสะกดใจ จนต้องเก็บไว้ในความทรงจำไปอีกยาวนาน
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ JR จากสถานี Shinjuku ลงสถานี Otsuki แล้วเปลี่ยนเป็นสาย Fujikyu Railway ลงสถานี Kawaguchiko

10. งานประดับ Nabana no Sato – จังหวัดมิเอะ
งานประดับไฟชื่อดังของญี่ปุ่นที่ตกแต่งด้วยหลอดไฟนับล้านดวง ไฮไลต์สำคัญคืออุโมงค์ไฟทอดยาวที่เป็นมุมถ่ายรูปยอดฮิต เติมเสน่ห์ความโรแมนติกให้คู่รักได้มาเดินเสพบรรยากาศ นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งไฟอย่างสวยงามตามต้นไม้ สวนดอกไม้ และอาคารโดยรอบ
วิธีการเดินทาง : จากนาโกย่านั่งรถบัส Meitetsu Bus ที่อยู่ใกล้กับสถานี Nagoya มาลงที่ป้าย Nabana No Sato ได้เลย
11. หมู่บ้านจิ้งจอกซาโอ้ (Zao Fox Village) – มิยางิ
สัมผัสความน่ารักของสุนัขจิ้งจอก มากกว่า 6 สายพันธุ์ อย่างใกล้ชิด ในพื้นที่ธรรมชาติแบบเปิด โดยมีสุนัขจิ้งจอกนับร้อยตัวเดินเล่นอย่างอิสระท่ามกลางหิมะสีขาวในฤดูหนาว ทำให้คุณได้เห็นพฤติกรรมตามธรรมชาติและถ่ายรูปจิ้งจอกขนฟูที่มีสีสันตัดกับหิมะได้อย่างเพลินตา
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ Shinkansen จากสถานี Tokyo ลงที่สถานี Shiroishi-Zao (หรือเลือกนั่งรถไฟธรรมดาไปลงที่สถานี Shiroishi) จากนั้นต่อแท๊กซี่ไปยังหมู่บ้านจิ้งจอก ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
12. ปีศาจหิมะ ภูเขาซาโอะ (Zao Snow Monsters) – ยามากาตะ
ปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ เมื่อลมหนาวพัดพาหิมะมาเกาะกับต้นสนบนยอดเขาซาโอะ จนกลายเป็นปีศาจหิมะ สีขาวโพลนนับพันต้น ไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดกับการเล่นสกีหิมะท่ามกลางวิวกลางคืนสุดอลังการ ที่ประดับด้วยแสงไฟส่องสว่างใส่ปีศาจหิมะ เป็นสีสันต่าง ๆ หรือเลือกนั่งกระเช้าชมวิวจากมุมสูงได้อย่างสวยงามตระการตา
ผ่อนคลายความเมื่อยล้าด้วยหมู่บ้านออนเซ็นโบราณ ที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำแร่กำมะถันที่ช่วยบำรุงผิวและผ่อนคลายความเมื่อยล้า
เรื่องจริงที่ต้องเตรียมตัว กับสภาพอาการที่หนาวเหน็บ โดยมีอุณหภูมิที่ติดลบด้วยตัวเลขสองหลัก ใครที่จะมาเที่ยวต้องเตรียมเสื้อผ้ากันหนาวหนาพิเศษ ถุงมือกันน้ำ หมวกปิดหู และแผ่นรองเท้ากันลื่นให้พร้อม
วิธีการเดินทาง : ขึ้นรถไฟชินคันเซ็น Tsubasa จากสถานี JR Tokyo ไปยังสถานี Yamagata แล้วขึ้นรถบัสสายที่ไป Zao Onsen
13. กินซัน ออนเซ็น (Ginzan Onsen) – ยามากาตะ
บรรยากาศหมู่บ้านหิมะสุดโรแมนติกที่เรียงรายด้วยอาคารไม้เรียวกังยุคไทโช ยามฤดูหนาวจะมีหิมะสีขาวปกคลุมทั่วทั้งหลังคาและสะพาน ยามค่ำคืนจะเต็มไปด้วยแสงไฟจากตะเกียงโบราณ แสงสีส้มสะท้อนกับหิมะสีขาว เปิดประสบการณ์แช่ออนเซ็นท่ามกลางหิมะ ด้วยการแช่บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้ง พร้อมซึมซับทัศนียภาพเกล็ดหิมะที่โปรยปราย พร้อมมุมถ่ายรูปสวยไม่ว่าจะบนสะพานไม้ข้ามแม่น้ำ มุมหน้าร้านค้าโบราณ หรือตัวอาคารไม้โบราณ ทุกจุดล้วนสะท้อนเอกลักษณ์ที่สวยสะกดทุกสายตา
สำหรับใครที่จะมาพักแบบค้างคืน อาจจะต้องจองล่วงหน้าหลายเดือนหรืออาจจะข้ามปี และการเดินทางค่อนข้างลำบากเพราะหากหิมะตกหนักรถบัสหรือรถไฟอาจต้องเลื่อนการเดินทาง ควรเช็กสภาพอากาศและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการเดินทาง และที่สำคัญมีการจำกัดนักท่องเที่ยวแบบ One Day Trip (ไม่ค้างคืน) โดยให้เข้าพื้นที่เพียง 100 คนเท่านั้นและต้องจองตั๋วล่วงหน้าเท่านั้น
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟไปลงสถานี Oishida แล้วต่อรถบัสไปลง Ginzan Onsen

14. นั่งรถไฟเตาผิง ชมวิวหลักล้าน (Stove Train / Tsugaru Railway) – อาโอโมริ
เปิดประสบการณ์นั่งรถไฟท่องไปในดินแดนหิมะสายพิเศษ ที่เปิดให้บริการเฉพาะฤดูหนาว ด้วยรถไฟเตาผิง ของรถไฟสายสึการุ ท่ามกลางบรรยากาศวิวทุ่งหิมะสึการุสองข้างทาง ซิกเนเจอร์ ของการนั่งรถไฟโบราณที่ภายในตู้โดยสารจะมีเตาดารุมะ ที่นอกจากจะสร้างความอบอุ่นแล้ว ยังสามารถซื้อปลาหมึกแห้งมาย่างกินระหว่างการเดินทางได้
สิ่งที่ทุกคนจะต้องเจอเมื่อนั่งรถไฟเตาผิง คือ กลิ่นปลาหมึกย่างที่ตลบอบอวลและที่นั่งรอบเตาย่างนั้นก็จำกัด
สำหรับรอบการเดินทางของรถไฟ วันธรรมดาจะเปิดให้บริการเพียง 2 รอบต่อวัน และเสาร์อาทิตย์จะเปิดให้บริการ 3 รอบต่อวัน
วิธีการเดินทาง : จากสถานีอาโอโมริ ขึ้นรถไฟ JR สาย Ou มุ่งหน้าไปยังฮิโรซากิ แล้วลงที่สถานีคาวาเบะ จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟ JR สาย Gono (รถไฟท้องถิ่นไปฟุคาอุระ) แล้วลงที่สถานีโกโชกาวาระ เมื่อถึงแล้วให้เดินต่อไปยังสถานี Tsugaru-Goshogawara ที่อยู่ติดกันเพื่อซื้อตั๋วขึ้นรถไฟเตาผิงซึการุ
15. ปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle) – อาโอโมริ
หนึ่งในปราสาทที่มีความสวยงามและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ที่ยังโครงสร้างเดิมตั้งแต่สมัยเอโดะ ซึ่งในฤดูหนาวจะถูกเนรมิตให้กลายเป็นดินแดนหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่ตัดกับสะพานสีแดงอันเป็นสัญลักษณ์ของปราสาท ไฮไลท์ใหญ่ประจำปีที่จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เทศกาลโคมไฟหิมะ (Hirosaki Castle Snow Lantern Festival) มีการสร้างกระท่อมหิมะ (Kamakura) และประดับด้วยโคมไฟหิมะนับร้อยดวง ส่องแสงสว่างไสวทั่วบริเวณปราสาทที่ปกคลุมด้วยหิมะ
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ JR Ou Line จากสถานีอาโอโมริ ไปยังสถานีฮิโรซากิ แล้วเดินต่อประมาณ 20 นาที
16. หน้าผาโทโนะเฮซึริ (Tonohetsuri) – ฟุกุชิมะ
หน้าผาหินโค้งรูปร่างแปลกตาที่ถูกกัดเซาะตามธรรมชาตินับล้านปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโอกาวะที่มีความยาวมากกว่า 200 เมตร เมื่อถึงฤดูหนาว หิมะจะเกาะตามหน้าผาหินและต้นไม้ เมื่อรวมกับน้ำสีเขียวมรกตของแม่น้ำ เกิดเป็นทัศนียภาพทางธรรมชาติที่งดงามราวกับภาพเขียนพู่กันจีน
เรื่องจริงที่ต้องเตรียมตัว ในช่วงฤดูหนาวปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน สะพานแขวนถูกปิดข้ามไม่ได้ และทางเดินลื่นมีอากาศที่หนาวจัด
วิธีการเดินทาง : จากสถานีฟุกิชิมะ ขึ้นรถไฟ JR ไปลงที่สถานี Koriyama Station จากนั้นขึ้นรถบัสสาย Iwaki – Koriyama ไปลงที่ Wakamatsu Ekimae แล้วเดินไปยังสถานี Aizu-Wakamatsu Station เพื่อขึ้นรถไฟ JR Tadami Line – LocalAizu Tajima ไปลงยังสถานี Tono Hetsuri Station จากนั้นเดินต่อไปยังหน้าผาหินโทโนะ เฮทสึริ
เที่ยวญี่ปุ่น ในฤดูหนาวมีเสน่ห์และความสวยงามเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ใครที่ต้องการสัมผัสกับความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์จะต้องไม่พลาด ลองเลือกจุดหมายปลายทางสักเมืองแล้ววางแผนเที่ยว รับรองจะเป็นทริปที่ประทับใจไม่รู้ลืม
