ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) คืออะไร

• นอนกรนเสียงดังต่อเนื่องทุกคืน

• ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น มีอาการปวดหัว• รู้สึกว่าหลับไม่สนิทจนมีอาการง่วงมากระหว่างวัน

หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกัน คุณอาจเป็นหนึ่งคนที่เสี่ยงมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) ซึ่งถ้าปล่อยไว้จะมีผลอย่างมากกับสุขภาพและการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถ้าสังเกตอาการและรู้ตัวเร็ว ก็สามารถรักษาได้ และในวันนี้เราจะพาทุกคน

หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกัน คุณอาจเป็นหนึ่งคนที่เสี่ยงมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA) ซึ่งถ้าปล่อยไว้จะมีผลอย่างมากกับสุขภาพและการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ถ้าสังเกตอาการและรู้ตัวเร็ว ก็สามารถรักษาได้ และในวันนี้เราจะพาทุกคน

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือ OSA คือภาวะที่ทางเดินหายใจส่วนบนบริเวณคอถูกปิดกั้นขณะนอนหลับ ทำให้เกิดการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ โดยแต่ละครั้งอาจหยุดได้นานตั้งแต่ 10 วินาทีขึ้นไป และเกิดซ้ำ ๆ หลายครั้งในคืนเดียว ในช่วงที่หยุดหายใจ ร่างกายจะขาดออกซิเจน ทำให้สมองต้องปลุกให้ตื่นชั่วคราวเพื่อให้กลับมาหายใจ ส่งผลให้การนอนหลับไม่มีคุณภาพ แม้ว่าคุณจะได้นอนนานก็ตาม อาการที่พบบ่อยของภาวะ OSA คือ

• นอนกรนเสียงดังเป็นประจำ

• สะดุ้งตื่นกลางดึก หรือรู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจ

• ง่วงนอนระหว่างวันอย่างรุนแรง แม้นอนครบ 7-8 ชั่วโมง

• ตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น ปวดหัวตอนเช้า

• มีปัญหาความจำ สมาธิลดลง หรือหงุดหงิดง่าย• คนข้างตัวสังเกตว่าคุณหยุดหายใจชั่วคราวในขณะหลับ โดยอาจสังเกตว่าคุณสะดุ้งตื่นกลางดึกหรือมีจังหวะการหายใจผิดปกติ

ภาวะนี้หากไม่ได้รับการรักษาอาจก่อให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดสมองตีบ ความดันโลหิตสูง หรือภาวะหัวใจวาย

1. คนที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ไขมันสะสมอาจกดทับทางเดินหายใจขณะหลับ ทำให้อากาศไหลผ่านได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม หากมีภาวะโรคอ้วนแล้วมีภาวะเกี่ยวกับการนอนหลับ จำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยว่าคุณมีภาวะ OSA หรือโรคอ้วนร่วมกับภาวะหายใจลำบาก (Obesity Hypoventilation Syndrome หรือ OHS) ซึ่งสองภาวะนี้มีอาการบางอย่างร่วมกัน แต่ภาวะ OHS จะไม่ร้ายแรงเท่า OSA

2. มีโครงสร้างช่องคอหรือทางเดินหายใจผิดปกติ เช่น มีต่อมทอนซิลหรือเพดานปากใหญ่ ลิ้นโต ขากรรไกรเล็ก หรือโพรงจมูกแคบ ซึ่งถ้ามีภาวะ OSA เพราะโครงสร้างร่างกายจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด นอกจากนี้ พันธุกรรมก็สามารถส่งผลต่อโครงสร้างร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการหายใจขณะหลับ ฉะนั้นหากคนในครอบครัวมีประวัติภาวะ OSA เพราะโครงสร้างร่างกาย ก็เสี่ยงที่ภาวะนี้จะส่งต่อมาถึงสมาชิกในครอบครัวได้

3. เพศชาย และผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป โดยจากการศึกษา พบว่าเพศชายมีแนวโน้มเป็น OSA มากกว่าหญิง และความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ 

4. ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือใช้ยากล่อมประสาท สิ่งเหล่านี้จะกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณลำคอหย่อนตัวมากเกินไป สังเกตได้จากคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ช่วงก่อนนอนจะมีอาการนอนกรนมากกว่าปกติในคืนนั้น ส่วนการสูบบุหรี่จะส่งผลให้เพิ่มการอักเสบและบวมของเนื้อเยื่อในทางเดินหายใจส่วนบน

หากรู้สึกว่าตัวเองมีอาการต่าง ๆ ที่เราบอกไปก่อนหน้านี้ร่วมกันต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่ควรปล่อยไว้ ควรรีบไปพบแพทย์ โดยการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น แพทย์จะสอบถามประวัติอาการโดยทั่วไป เช่น อาการกรน , ความง่วงช่วงกลางวัน และประวัติสุขภาพอื่น ๆ รวมถึงตรวจโครงสร้างใบหน้า ลำคอ และจมูก เพื่อดูความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อการหายใจหากพบว่าคุณมีความเสี่ยงต่อภาวะ OSA แพทย์จะแนะนำให้เข้าสู่กระบวนการทำ Sleep Test ซึ่งเป็นการตรวจมาตรฐาน โดยจะนอนที่ห้องตรวจพิเศษพร้อมอุปกรณ์ติดตามสัญญาณชีพ เช่น การหายใจ , การทำงานของหัวใจ , คลื่นสมอง , การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ , ระดับออกซิเจนในเลือด ฯลฯ นอกจากนี้คุณอาจเลือกวิธีทำ Sleep Test จากที่บ้านก็ได้ โดยค่าใช้จ่ายจะถูกกว่า แต่ข้อมูลที่บันทึกได้ก็จะน้อยกว่าตามไปด้วย

สำหรับการรักษาจะขึ้นอยู่กับว่าคุณมีภาวะ OSA อยู่ในระดับไหน หากอยู่ในระดับไม่รุนแรง ก็จะรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก งดดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงยานอนหลับ หรือปรับท่านอน (เช่น นอนตะแคงแทนการนอนหงาย)

หากอยู่ในระดับปานกลางถึงรุนแรง รูปแบบการรักษาที่ได้รับความนิยมคือการใช้อุปกรณ์ CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) มีลักษณะเป็นหน้ากากครอบจมูกหรือปากต่อกับเครื่องที่ส่งลมแรงดันเข้าไปในทางเดินหายใจเพื่อป้องกันการอุดกั้น และหากภาวะ OSA เกิดจากโครงสร้างระบบทางเดินหายใจ ก็จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
ภาวะ OSA เริ่มต้นจากเรื่องพื้นฐานที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะการนอนกรน เราขอแนะนำให้ทุกคนสังเกตอาการตัวเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสังเกตผ่านอุปกรณ์อย่างเช่น Smart Watch ตรวจจับการนอนหลับ หรือการสังเกตจากคนใกล้ตัว เพราะยิ่งรู้ว่าตัวเองมีภาวะ OSA เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งรักษาได้เร็วเท่านั้น

ถ้าคิดถึงเรื่องประกัน TPIS ตรีเพชรอินชัวรันส์ โบรกเกอร์ประกันภัย เป็นที่ปรึกษาด้านประกันภัยรถยนต์ ประกันการเดินทาง และประกันด้านสุขภาพ