ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น กับประกันสักฉบับที่ควรมี แนะนำประกัน อัปเดต ปี 2568

คนไทยทุกคนเมื่อเจ็บป่วยมีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สิทธิบัตรทอง) , ประกันสังคม , สิทธิ์ข้าราชการ ซึ่งเป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานในการเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลของที่ช่วยค่าใช้จ่ายด้านรักษา แม้ว่าทุกคนจะได้รับสิทธิ์เหล่านั้น แต่ในความเป็นจริงเมื่อถึงเวลาที่ต้องเข้ารับการรักษาจริงๆ โดยเฉพาะในกรณีที่เจ็บป่วยหนักหรือจำเป็นต้องเข้ารพ.เอกชน ค่าใช้จ่ายหลายรายการกลับไม่ครอบคลุม หรือครอบคลุมเพียงบางส่วน เช่น ค่ายาบางตัวที่เป็นยานอกบัญชีหลัก ซึ่งทำให้คุณต้องจ่ายค่าส่วนต่างเองในราคาแพง
ประกันสุขภาพภาคสมัครใจ ที่มีความคุ้มครองทางด้านสุขภาพที่กว้างกว่า จึงกลายเป็นตัวช่วยสำรองสำคัญในภาวะที่ต้องเผชิญวิกฤตสุขภาพ
ประกันสุขภาพจำเป็นไหม ถ้ามีสิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมอยู่แล้ว?
คำตอบคือ “จำเป็น ถ้าคุณไม่อยากเสียเงินเยอะในเวลาฉุกเฉิน” สิทธิจากรัฐเป็นสิ่งที่ดี แต่มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง เช่น
ต้องเข้ารับการรักษาเฉพาะโรงพยาบาลตามสิทธิเท่านั้น
บางรายการไม่ครอบคลุม เช่น ค่าห้องพิเศษ , ค่ายาเฉพาะทาง
ต้องรอคิวในกรณีที่ไม่ฉุกเฉิน หรือบางทีต้องย้ายโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัด
ไม่ครอบคลุมการเจ็บป่วยที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หรือนวัตกรรมเฉพาะทาง
ในขณะที่ ประกันสุขภาพภาคสมัครใจช่วยให้คุณมีสิทธิในการเลือกโรงพยาบาล , ห้องพัก , แพทย์เฉพาะทาง รวมถึงได้รับการดูแลที่รวดเร็วขึ้น ช่วยให้ฟื้นตัวไว อุ่นใจ และลดผลกระทบต่อรายได้ในอนาคต
ประกันชีวิตที่คุ้มครองสุขภาพ ตัวช่วยเงินก้อนสำรองในยามจำเป็น
หลายคนอาจเข้าใจว่า ‘ประกันชีวิต’ ต้องจ่ายเบี้ยเยอะและคุ้มครองเฉพาะกรณีเสียชีวิตเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วประกันชีวิตแบบที่มีสัญญาเพิ่มเติมในส่วนของความคุ้มครองด้านสุขภาพสามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่าในหลาย ๆ ด้าน เช่น
– ได้รับเงินก้อนทันทีเมื่อเจ็บป่วยรุนแรงหรือเข้ารักษาตัว
– มีค่ารักษาโรคทั่วไป หรือเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ไข้หวัด , กระเพาะ , โรคผิวหนัง
– คุ้มครองทั้งค่าห้อง , ค่าผ่าตัด , ค่าหัตถการ , ค่าตรวจวินิจฉัย
– ค่าเบี้ยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
สรุปง่าย ๆ ก็คือประกันสุขภาพเครื่องมือช่วยเหลือคุณไม่ให้เงินที่เก็บสะสมมาละลายหายไปกับการรักษาพยาบาลในวันที่คุณป่วย

แนะนำแผนประกันสุขภาพล่าสุด ปี 2568 ที่น่าสนใจ
ต่อไปนี้เป็นประกันสุขภาพที่ได้รับความนิยมในปี 2568 ซึ่งมีหลายแบบให้คุณได้เลือกตามงบประมาณและความคุ้มครองที่ต้องการ
1. ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย
คือประกันที่จ่ายค่ายารักษาพยาบาลตามจริง โดยไม่จำกัดวงเงินแยกรายหมวด เช่น ค่าห้อง , ค่าแพทย์ , ค่าผ่าตัด
ตัวอย่าง หากคุณต้องนอนโรงพยาบาล 5 วัน ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 85,000 บาท ประกันจะจ่ายให้เต็มจำนวน (ในวงเงินความคุ้มครองที่กำหนด เช่น 100,000 บาท/ครั้ง หรือ 5 ล้านบาท/ปี)
จุดเด่น
– ใช้ง่าย ไม่ต้องคำนวณว่าแต่ละหมวดเหลือวงเงินเท่าไร
– ครอบคลุมค่ารักษาระดับโรงพยาบาลเอกชนหรือโรงพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูง
– ลดภาระจ่ายเองได้มาก เหมาะกับคนที่ต้องการความอุ่นใจแบบสุด ๆ
2. ประกันสุขภาพเฉพาะโรคร้ายแรง
เป็นประกันสุขภาพที่จ่ายเงินก้อนทันทีเมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งระยะลุกลาม , หัวใจขาดเลือด , หลอดเลือดสมองแตก , ไตวาย , ตับวาย เป็นต้น
จุดเด่น
จ่ายเป็น เงินก้อน ไม่เกี่ยวว่าจะเข้ารักษาที่ไหน ใช้เงินทำอะไรก็ได้
ไม่จำกัดการใช้แค่ค่ารักษา เช่น ใช้เป็นค่าชดเชยรายได้ หรือดูแลครอบครัวก็ได้
เหมาะกับผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคร้ายแรง หรือผู้ที่ต้องการความคุ้มครองเฉพาะด้าน

3. ประกันสุขภาพที่รองรับทั้ง IPD และ OPD
เป็นแผนประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) เช่น การนอนโรงพยาบาล , ผ่าตัด หรือรักษาโรคร้ายแรง และการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) เช่น ไปพบแพทย์ , ตรวจรักษาทั่วไป , รับยาโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
จุดเด่น
– คุ้มครองรอบด้าน ไม่ว่าจะเจ็บเล็กหรือเจ็บหนัก
– ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการหาหมอทั่วไป เช่น หวัด , ไซนัส ,ภูมิแพ้
– เหมาะกับคนที่มีลูกเล็ก , ผู้สูงวัย หรือคนที่หาหมอบ่อยเป็นประจำ
4. ประกันสุขภาพที่ดูแลทั้งสุขภาพและชีวิต
คือประกันชีวิตที่แนบสัญญาเพิ่มเติมด้านสุขภาพเข้าไปในแผนเดียวกัน เช่น ค่ารักษา IPD, OPD, โรคร้ายแรง หรือเงินชดเชยรายได้ขณะพักฟื้น
จุดเด่น
ได้ทั้งความคุ้มครองชีวิต (ในกรณีเสียชีวิต/ทุพพลภาพ) และคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลขณะมีชีวิตอยู่
บางแผนมีเงินคืน หรือครบกำหนดสัญญาแล้วได้เงินก้อน
เหมาะกับคนที่ต้องการ หลักประกันที่ครอบคลุม ไม่แยกกรมธรรม์
จะเห็นว่าประกันสุขภาพแต่ละแบบจะมีข้อดีที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ อายุ และการวางแผนการเงินของแต่ละคนว่าจะเลือกซื้อกรมธรรม์แบบใด บางคนอาจคิดว่าเจ็บป่วยเล็กน้อยอาจใช้สิทธิ์ประกันสังคม , สิทธิ์บัตรทอง หากต้องเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) อาจเลือกใช้สิทธิ์จากประกันสุขภาพก็ได้ เพราะจะได้รับความอำนวยสะดวกมากกว่า เป็นต้น แต่ทั้งนี้อย่าลืมที่จะพิจารณาเงื่อนไขในการเข้ารับการรักษา เพราะปัจจุบันมีเงื่อนไขในส่วนของ Co-Payment (การมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล) เข้ามาเกี่ยวข้อง
จากเหตุผลเหล่านี้ การมีประกันสุขภาพเพิ่มเติมจึงเปรียบเสมือนเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่งที่จะช่วยให้คุณและครอบครัวเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุดได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกินและสามารถเลือกโรงพยาบาลได้ตามความต้องการ โดยไม่กระทบกับเงินเก็บหรือสภาพคล่องทางการเงินในยามฉุกเฉิน
ถ้าคิดถึงเรื่องประกัน TPIS ตรีเพชรอินชัวรันส์ โบรกเกอร์ประกันภัย เป็นที่ปรึกษาด้านประกันภัยรถยนต์ ประกันการเดินทาง และประกันด้านสุขภาพ