เที่ยวญี่ปุ่นแบบประหยัด เทคนิคใช้ JR Pass ให้คุ้มค่าที่สุด

ญี่ปุ่น หนึ่งในประเทศที่คนไทยนิยมไปเที่ยวมากที่สุด เป็นปลายทางการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์พร้อมรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามทางธรรมชาติ ศิลปะและวัฒนธรรม อาหาร และแหล่งช้อปปิ้งชื่อดังที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ การเดินทางในประเทศยังน่าประทับใจเพราะมีการวางเส้นทางการเดินทางอย่างมีแบบแผน เป็นระบบ จึงทำให้มีความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง ปลอดภัย เป็นจุดแข็งและเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก .. ถึงแม้การเดินทางในญี่ปุ่นจะเป็นที่นิยมเพียงใด แต่ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางถือว่ามีราคาที่ค่อนข้างสูง หากไม่วางแผนในการเดินทางให้ดีอาจทำให้บัดเจทหมดไปกับการเดินทางโดยไม่จำเป็นเครื่องมือสุดคุ้มอย่าง JR Pass ที่เป็นตัวช่วยสร้างความคุ้มค่าด้านค่าใช้จ่ายการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งคุ้มค่าและคล่องตัวสุด ๆ เหมาะกับมือใหม่เที่ยวญี่ปุ่นและสายประหยัดที่ต้องการเซฟค่าเดินทาง บทความนี้จะแนะนำวิธีการใช้บัตรโดยสารรถไฟญี่ปุ่น JR Pass ให้คุ้มค่าที่สุด
1. ทำความรู้จักกับ JR Pass และประเภทของบัตร
ก่อนจะใช้ JR Pass ให้คุ้ม ต้องรู้ก่อนว่า JR Pass คืออะไร และมีแบบไหนให้เลือกบ้าง .. JR Pass (Japan Rail Pass) คือบัตรโดยสารสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อนุญาตให้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถโดยสาร , รถไฟธรรมดา , รถไฟความเร็วสูง ในเครือ JR ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายในระยะเวลาที่กำหนด เหมาะมากสำหรับผู้ที่เดินทางหลายเมือง เช่น โตเกียว–โอซาก้า–เกียวโต , โตเกียว–ฮอกไกโด โดยมีให้เลือกแบบ 7, 14 หรือ 21 วัน การเดินทางหลายเมืองหากทำการซื้อตั๋วแยกแต่ละเที่ยวจะมีราคาสูงมาก JR Pass จึงเป็นตัวช่วยให้ประหยัดการเดินทาง
ประเภทของบัตร JR Pass
บัตร JR Pass มีให้เลือกซื้อด้วยกัน 3 ประเภท ดังนี้
| ประเภท | ที่นั่งชั้นกรีนคาร์ | ที่นั่งชั้นธรรมดา | ||
| ผู้ใหญ่ | เด็ก | ผู้ใหญ่ | เด็ก | |
| 7 วัน | 70,000 เยน | 35,000 เยน | 50,000 เยน | 25,000 เยน |
| 14 วัน | 110,000 เยน | 55,000 เยน | 80,000 เยน | 40,000 เยน |
| 21 วัน | 140,000 เยน | 70,000 เยน | 100,000 เยน | 50,000 เยน |
*ราคาสำหรับเด็กที่มีอายุ 6 – 12 ปี หากมีอายุเกินกว่า 12 ปี ถือเป็นผู้ใหญ่

2. บัตร JR Pass ใช้กับรถไฟขบวนใดได้บ้าง
บัตร JR Pass สามารถใช้กับรถไฟชินคันเซ็นทุกสายของกลุ่มบริษัทรถไฟญี่ปุ่น (สาย JR ) โดยแบ่งออกเป็น 6 ภูมิภาคดังนี้
1.JR East Rail Pass เหมาะสำหรับผู้ที่จะไปเที่ยว อาโอโมริ อาคิตะ เซ็นได และสถานที่อื่นๆ ในภูมิภาคโทโฮคุ
2.JR West Rail Pass เหมาะสำหรับผู้ที่จะไปเที่ยวฮิโรชิม่า ฮากาตะ, ชิน ยามากุจิ, โทยาม่า, โอซาก้า ,เกียวโต นารา โกเบ และทอตโตริ
3.JR Central Rail Pass เหมาะสำหรับผู้ที่จะไปเที่ยว ทาคายาม่า คุมาโนะ ชิราคาวะโกะ รวมถึงเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้
4.JR Kyushu Rail Pass เหมาะสำหรับผู้ที่จะไปเที่ยวคิวชู ใช้ขึ้นรถไฟ JR บนเกาะคิวชูทั้งหมด
5.JR Hokkaido Rail Pass เหมาะสำหรับผู้ที่จะไปเที่ยว ฮอกไกโด ซัปโปโร โอตารุ ฟุราโนะ บิเออิ และอาซาฮิคาวะ
6.JR Shikoku Rail Pass เหมาะสำหรับผู้ที่จะไปเที่ยว ชิโคกุ คากาวะ เอฮิเมะ โทคุชิมะ และโคจิ
- ระบบรถโดยสารด่วนพิเศษ BRT และรถบัส JR ในแต่ละจังหวัดที่ให้บริการ
- สำหรับรถไฟชินคันเซ็นขบวนโนโซมิ และ ขบวน มิซุโฮะ จำเป็นต้องซื้อตั๋วพิเศษของ JR Pass NOZOMI MIZUHO Ticket (ONLY WITH JAPAN RAIL PASS)
3. วางแผนเส้นทางให้ชัดเจน ใช้ JR Pass ในวันที่คุ้มค่าที่สุด
หัวใจสำคัญของการใช้ JR Pass ให้คุ้มคือ ต้องรู้ว่าควรเปิดใช้วันไหน เนื่องจาก JR Pass นับวันตามปฏิทิน ไม่ใช่นับ 24 ชั่วโมง
ยกตัวอย่าง หากซื้อตั๋วแบบ 7 วัน และเปิดใช้งานวันที่ 23 ตุลาคม เวลา 13.00 น. นั่นหมายความว่ารถไฟเที่ยวสุดท้ายจะขึ้นได้คือก่อนเที่ยงคืนวันที่ 29 ตุลาคม แม้จะเป็นคืนวันที่ 29 เวลา 00.01 น. ก็ถือว่าบัตรหมดอายุไม่สามารถใช้งานได้ ดังนั้นควรวางแผนและเลือกเปิดใช้ในวันที่เดินทางเท่านั้น
แนะนำเลือกซื้อ Pass ตามเส้นทางภูมิภาคที่จะไปเที่ยว เช่น หากไปเที่ยว อาโอโมริ ควรเลือกใช้ JR East Rail Pass พร้อมกับหาสถานที่เที่ยวในเส้นทางที่รถไฟจะไปเพื่อที่จะได้ใช้บัตรอย่างคุ้มค่า เช่น ทริป 7 วัน เริ่มจาก สนามบินนาริตะ เซนได อาโอโมริ อากิตะ อิบารากิ และจบทริปที่สนามบินนาริตะ

4. เทคนิควางแผนเดินทางเพื่อความคุ้มค่า
- รวบรวมวันเดินทางไกลไว้ในช่วงที่ใช้ JR Pass เช่น จากโตเกียวไปโอซาก้า
- ใช้ Pass เฉพาะวันที่เดินทางเยอะ เช่น อยู่ในเมืองเที่ยวโตเกียวด้านใน อาจใช้บัตร Suica / Pasmo แทน
- หากต้องการซื้อตั๋วระบุหมายเลขที่นั่ง จะต้องซื้อผ่านทางเว็บไซต์ที่ให้บริการเฉพาะ (JAPAN RAIL PASS Reservation) หรือเครื่องจำหน่ายตั๋วแบบระบุหมายเลขที่นั่งที่สถานี่รถไฟที่ให้บริการ
- ตรวจสอบสายรถไฟให้ชัดว่าเป็น JR หรือไม่ หลายคนพลาดเพราะคิดว่ารถไฟทุกสายเป็น JR ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น อย่างสายรถไฟเอกชนของ Tokyo Metro ไม่สามารถใช้ JR Pass ได้
- ใช้แผนที่รถไฟ หรือแอปฯ เช่น Google Maps หรือ Japan Travel by NAVITIME เพื่อตรวจเส้นทางแบบเรียลไทม์
- เลือกที่พักที่อยู่ใกล้สถานี JR จะช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้น และช่วยให้ใช้ JR Pass ได้คุ้มกว่า เพราะไม่ต้องเดินหรือใช้รถเอกชนมากเกินไป
- หลีกเลี่ยงการเดินทางช่วงเทศกาลใหญ่ หากเลี่ยงช่วง Golden Week , Obon หรือปีใหม่ ค่าเดินทาง ที่พักถูกกว่า และจำนวนนักท่องเที่ยวจะน้อยกว่า ซึ่งย่อมใช้ JR Pass ได้สะดวกและคุ้มค่ากว่า
- หากวางแผนเส้นทางดี ๆ JR Pass สามารถช่วยประหยัดได้หลายพันถึงหลักหมื่นเยนเลยทีเดียว

เนื่องจากบัตร JR Pass เป็นบัตรโดยสารสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศเท่านั้น ขณะเดินทางควรพกหนังสือเดินทางหรือ Passport ติดตัวเสมอ เพราะอาจมีเจ้าหน้าที่เรียกตรวจได้เสมอ นอกจากนี้หากบัตร JR Pass หาย หรือสูญหาย หรือถูกทำลาย จะไม่สามารถออกบัตรให้ใหม่ได้ นักท่องเที่ยวจึงต้องรับผิดชอบและเก็บรักษาบัตรไว้ให้ดี
JR Pass เป็นตัวช่วยให้การเดินทางในประเทศญี่ปุ่นคุ้มค่า ช่วยประหยัดบัดเจทการเดินทาง เพราะการเดินทางในประเทศญี่ปุ่นอาจสับสนและสิ้นเปลืองได้ง่าย แต่ถ้ามีแผนการเดินทางที่ชัดเจนและรู้ทริคการใช้รถไฟก็จะช่วยประหยัดงบได้อย่างมาก สิ่งสำคัญคือก่อนจะซื้อบัตร ให้ทำการเช็คให้แน่ใจว่าแพลนที่จะเดินทางนั้นการใช้ JR Pass ครอบคลุมหรือไม่ เพราะต้องไม่ลืมว่าการเดินทางด้วย JR Pass ไม่สามารถใช้กับบริษัทรถไฟเอกชนอื่น ๆ ทั้งหมด
เตรียมแพลนการเดินทางให้ดี แล้วทริปญี่ปุ่นครั้งหน้าของคุณจะคุ้มค่าทุกเยนอย่างแน่นอน