ทำไม Work-Life Balance ถึงสำคัญกับสุขภาพจิต? ความสัมพันธ์ที่คุณอาจไม่เคยรู้

Work-Life Balance เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในช่วงสิบปีหลังมานี้ มีความหมายกว้าง ๆ คือการจัดการสมดุลระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิต ด้วยการกำหนดสัดส่วนของเวลาที่เหมาะสมสำหรับงานครอบครัว สังคม และตนเอง ด้วยกฎ 8-8-8 นั่นคือ นอน 8 ชั่วโมง , ให้เวลางาน 8 ชั่วโมง และให้เวลากับครอบครัวหรือสังคม 8 ชั่วโมง .. ด้วยเหตุที่ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ติดต่อกันได้ง่ายทุกเวลา บางครั้งการติดต่อเรื่องงานจึงแทรกแซงเข้ามาในโซนเวลาของการใช้ชีวิตส่วนตัวได้แบบไม่รู้ตัว ดังนั้นการจัดสมดุลชีวิตที่ดีจะช่วยให้สุขภาพกายและสุขภาพใจดีไปด้วย ไปดูกันว่า Work-Life Balance ที่ขาดสมดุลมีอิทธิพลกับเราอย่างไรบ้าง
ความเครียดเรื้อรัง
ความเครียดหมายการหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งมีประโยชน์คือช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวหรือทรงตัวได้ตามต้องการ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าทุกครั้งที่เกิดความคิดหรือความรู้สึกก็จะต้องมีกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งในร่างกายหดตัวอยู่เสมอ เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้นจะทำให้ร่างกายเตรียมพร้อมที่จะ ‘สู้’ หรือ ‘หนี’ โดยจะมีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่างเช่น มีการหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนเพิ่มมากขึ้น ทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมต่อการตอบสนองหากมีเหตุฉุกเฉิน ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ขึ้น และกล้ามเนื้อหดเกร็ง เป็นต้น เมื่อมีการผ่อนคลาย ร่างกายก็จะเข้าสู่ภาวะปกติโดยอัตโนมัติ แต่ถ้ามีความเครียดเกิดขึ้นเป็นประจำก็จะทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะเครียดเรื้อรังที่จะส่งผลทั้งสุขภาพกายและใจ เช่น โรคหัวใจ , ความดันโลหิตสูง , ความผิดปกติของลำไส้ , โรคกระเพาะ และความไม่มั่นคงทางอารมณ์ เป็นต้น

โรควิตกกังวลและซึมเศร้า
ในการทำงานที่ใช้ความคิดต่อเนื่องเป็นเวลานานย่อมเกิดความเครียด หากไม่สามารถจัดการระบายความเครียดได้ก็จะส่งผลให้เกิดโรควิตกกังวลและซึมเศร้าตามมาโดยจะกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันจนบางครั้งไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ดังนั้นการจัดการชีวิตให้มี Work-Life Balance จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายได้พักอย่างเพียงพอ ซึ่งอาการเริ่มต้นของความเครียดอาจมีอาการปวดหัว, หงุดหงิดง่าย , นอนไม่หลับ เมื่อสะสมมากขึ้นก็อาจมีภาวะวิตกกังวล , กระวนกระวาย , กล้ามเนื้อเกร็ง นอกจากนี้หากยังไม่หาแนวทางแก้ไขก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าที่มีอาการหลักคือ เศร้าซึม , เบื่อหน่าย , เบื่ออาหาร , หมดความสนใจในสิ่งที่ชอบอีกด้วย
กระทบความสัมพันธ์
เมื่อเกิดความเครียดมากเกินไป จะส่งไปผลให้แสดงอาการผิดปกติจนกระทบความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ เช่น เมื่อมีอารมณ์ฉุนเฉียว , หงุดหงิดง่าย หากอารมณ์เป็นเช่นนี้ก็จะไม่มีใครอยากติดต่อด้วย หรือบางคนก็มีอาการไม่อยากเข้าสังคม ต้องการปลีกตัวออกห่างจากคนอื่น เบื่อหน่ายกับชีวิต ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็ต้องคอยสังเกตความผิดปกติ หากเกิดความคิดที่ต้องการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นจะได้ช่วยเหลือทันเวลา การมี Work-Life Balance ที่ดีก็จะช่วยให้การจัดการความเครียดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทำอย่างไรเราถึงจะมี Work-Life Balance

ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้การดำเนินงานมีแบบแผนมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องรู้จักการจัดลำดับความสำคัญที่จะช่วยการทำงานราบรื่นแบบไร้รอยต่อ โดยอาจจะหาสมุดจดหรือใช้แอปพลิเคชันบันทึกสิ่งที่ต้องการทำในแต่ละวันแล้วเรียงลำดับว่าควรทำงานไหนก่อนหรือหลัง เมื่อทำงานชิ้นใดสำเร็จเราก็จะรู้สึกภูมิใจที่สามารถบรรลุเป้าหมายได้แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็ตาม
แยกเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวออกจากกัน
ในยุคที่เทคโนโลยีอยู่กับเราตลอดเวลา การตามงานผ่านสังคมออนไลน์ส่วนตัวจึงเป็นเรื่องที่หลายคนได้พบเจอ การทำข้อตกลงกับที่ทำงานว่าจะไม่มีการตามงานโดยใช้สังคมออนไลน์ส่วนตัวหรือตามงานนอกเวลาทำงาน ก็จะช่วยให้เราได้ใช้เวลาพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ แต่เราก็ต้องไม่ลืมที่จะรับผิดชอบทำงานในเวลางานอย่างเต็มที่เช่นกัน
มองหางานที่เหมาะสมกับตัวเอง
หากลองยื่นข้อเสนอเพื่อเพิ่ม Work-Life Balance ไปแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับ เราก็อาจจะมองหางานที่สอดคล้องกับแนวคิดของเราเพื่อให้การทำงานถูกเติมเต็มด้วยความสุข ซึ่งการทำงานด้วยจิตใจที่ดีก็ย่อมส่งผลต่อให้งานมีคุณภาพอย่างแน่นอน
เมื่อมุมมองของทำงานเปลี่ยนแปลงไป การทำงานหนักจนได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่ใช่เรื่องสวยงามเสมอไป ระหว่างทางควรได้ใช้เวลาดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แวดล้อมด้วย การจัดการ Work-Life Balance ที่เหมาะสมก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกรทำงานและภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรอีกด้วย