วิธีคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต จ่ายขั้นต่ำดีไหม รู้ก่อนสร้างหนี้ให้ตัวเอง

บัตรเครดิตเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันในทุกไลฟ์สไตล์ เพราะไม่ว่าจะกิน ช้อป ใช้หรือท่องเที่ยว สามารถใช้จ่ายได้สะดวกขึ้น แต่มีใครจะรู้บ้างว่าบัตรเครดิตมีวิธีการคิดดอกเบี้ยอย่างไร .. การทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีคิดดอกเบี้ย นอกจากจะช่วยให้วางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการป้องกันกับดักของโปรโมชันและป้องกันดอกเบี้ยที่พอกพูนเพิ่มมากขึ้น บทความนี้จะมาอธิบายให้เข้าใจว่า ดอกเบี้ยบัตรเครดิต คำนวณอย่างไร ทั้งกรณีการใช้รูดซื้อสินค้าและกดเงินสด รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจ่ายขั้นต่ำ ว่าแท้จริงแล้วการชำระขั้นต่ำนั้นดีจริงหรือไม่ ? เพื่อให้คุณวางแผนใช้จ่ายอย่างมีสติและไม่สร้างหนี้เกินตัว
ทำความเข้าใจ “ดอกเบี้ยบัตรเครดิต” คืออะไรดอกเบี้ยบัตรเครดิต คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารหรือบริษัทสินเชื่อบัตรเครดิตเป็นคนเรียกเก็บจากผู้ถือบัตร ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยเรียกเก็บไม่เกิน 16% ต่อปี (ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย) โดยปกติแล้วบัตรเครดิตจะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยประมาณ 45-55 วัน หากเจ้าของบัตรชำระภายในระยะเวลาที่กำหนดจะไม่เสียดอกเบี้ย แต่มีเพียง 4 กรณี ที่ธนาคารจะต้องคิดอัตราดอกเบี้ยจากผู้ถือบัตร
จะเห็นว่า ดอกเบี้ยบัตรเครดิต โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการขาดวินัยในการชำระเงินคืน ทั้งที่ธนาคารมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยให้

วิธีคิดดอกเบี้ย เมื่อใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้า
ธนาคารมีวิธีคิด ดอกเบี้ยบัตรเครดิต ออกเป็น 2 ส่วนดังนี้
ค่าใช้จ่าย X อัตราดอกเบี้ยฯ ต่อปี X จำนวนวัน (นับจากวันที่บันทึกรายการถึงวันก่อนวันชำระ 1 วัน) จำนวนวันใน 1 ปี
หากคุณซื้อสินค้าด้วยบัตรเครดิต 20,000 บาท ณ วันที่ 18 สิงหาคม โดยมีวันที่ 17 ของทุกเดือนเป็นวันสรุปยอดบัญชี และครบกำหนดชำระทุกวันที่ 2 ของเดือน ดอกเบี้ยจะเริ่มคำนวณตั้งแต่วันแรกที่ซื้อสินค้าและบันทึกรายการก่อนถึงวันชำระ (18 สิงหาคม – 1 ตุลาคม รวม 45 วัน) วิธีคำนวณคือ
20,000 X 16% X 45/365 = 394.52 บาท หมายความว่า ดอกเบี้ยที่คุณต้องจ่ายจากยอดเงินต้น 20,000 บาท คือ 394.52 บาท
ค่าคงค้าง X อัตราดอกเบี้ยฯ ต่อปี X จำนวนวันจากวันที่ชำระขั้นต่ำจนถึงวันสรุปยอดบัญชีถัดไป จำนวนวันใน 1 ปี
เป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยจากยอดหนี้คงเหลือหรือยังไม่ได้ชำระ โดยจะถูกคำนวณตั้งแต่วันที่ชำระขั้นต่ำ ถึงวันสรุปยอดบัญชีถัดไป (2 ตุลาคม – 17 ตุลาคม = 16 วัน) นั่นหมายความว่าหากคุณจ่ายขั้นต่ำ ที่ 10% หรือ 2,000 บาท จะมีวิธีคิดดอกเบี้ยค้างชำระในยอดบิลถัดไปดังนี้ 18,000 X 16% X 16/365 = 126.24 บาท
ทำให้รอบบิลถัดไปที่ต้องชำระในวันที่ 2 พฤศจิกายน รวมเงินต้นและดอกเบี้ยคือ 18,000 + 394.52 + 126.24 = 18,520.76 บาท
นอกจากนี้หากชำระเกินเวลาที่กำหนดจะมีค่าบริการติดตามและทวงถามของทางธนาคาร โดยเฉลี่ย 100 บาท พร้อม Vat อีก 7% เมื่อนำไปรวมกับดอกเบี้ยเงินต้นก็จะเป็น 394.52 +107 = 501.52 บาท โดยจะนำไปรวมกับยอดของบิลในเดือนถัดไป และถ้าคุณยังคงจ่ายเพียงขั้นต่ำ ดอกเบี้ยจะถูกทบเพิ่มไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ในอนาคต

วิธีคิดดอกเบี้ย เมื่อกดเงินสดจากบัตรเครดิต
ในกรณีที่คุณกดเงินสดจากบัตรเครดิต ดอกเบี้ยบัตรเครดิต จะเริ่มคิดทันทีตั้งแต่วินาทีแรกที่กดเงินออกมาโดยไม่ต้องรอรอบบิล
โดยทั่วไปประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก
1.ค่าธรรมเนียมการกดเงินสด ประมาณ 3% ของยอดที่กด
2.ดอกเบี้ยรายวัน สูงสุดไม่เกิน 16% ต่อปี
ตัวอย่างการคำนวณ
จำนวนเงินสดที่กดออกมา X อัตราดอกเบี้ยฯ ต่อปี X จำนวนวัน (นับจากวันที่บันทึกรายการถึงวันก่อนวันชำระ 1 วัน)
คุณมีการกดเงินสด 10,000 บาท ณ วันที่ 2 สิงหาคม และธนาคารมีการสรุปยอดบิลทุกวันที่ 13 ของเดือน และมีกำหนดชำระทุกวันที่ 28 ของทุกเดือน โดยมีอัตราดอกเบี้ย 16% ต่อปี สำหรับค่าธรรมเนียมในการกดเงินสด 3% มีจำนวนวันในการคิดดอกเบี้ยทั้งหมด 26 วัน (วันที่ 2 – วันที่ 27)
มีการคำนวณอัตราดอกเบี้ย ดังนี้ 10,000 X 16% X 26/365 = 113.97 บาท
ค่าธรรมเนียมกดเงินสด 3% จากยอด 10,000 บาท = 300 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% = 300 x 7% = 21 บาท
ดังนั้น ดอกเบี้ยจากการกดเงินสดและค่าธรรมเนียม = 113.97 + 300+21 = 434.97 บาท
รวมเงินต้นและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืน = 10,000 + 434.97 = 10,434.97 บาท
จ่ายขั้นต่ำดีไหม? ทำไมอาจไม่ใช่ทางออกที่ฉลาด
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการจ่ายขั้นต่ำก็เพียงพอแล้ว เพราะยังรักษาสถานะไม่เป็นหนี้เสีย แต่ในมุมของนักการเงิน นี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะ เพราะเมื่อคุณจ่ายขั้นต่ำ ธนาคารจะถือว่าคุณยังมียอดค้างชำระและจะนำยอดค้างนั้นไปคิด ดอกเบี้ยบัตรเครดิต ต่อเนื่องทุกวัน ส่งผลให้ยอดหนี้โตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าคุณจะไม่ได้ใช้บัตรอีกเลย
ข้อเสียของการจ่ายขั้นต่ำ
บัตรเครดิตไม่ใช่ตัวร้าย แต่เป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลัง หากคุณเข้าใจ วิธีคิด ดอกเบี้ยบัตรเครดิต และใช้มันอย่างมีวินัย จงจำไว้ว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตคือค่าตอบแทนของเวลา ยิ่งคุณใช้เวลาคืนเงินนานเท่าไร ดอกเบี้ยก็ยิ่งพอกพูนมากขึ้นเท่านั้น