อากาศร้อน ทำรถพังได้ไหม? ประกันรถยนต์คุ้มครองหรือไม่

อากาศร้อน ทำรถพังได้ไหม? ประกันรถยนต์คุ้มครองหรือไม่-1

ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุ ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในพื้นที่แถบใดของประเทศไทย ทุกคนเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับแสงแดดที่แผดเผาในช่วงฤดูร้อนนี้ ความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นมิได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์หรือที่พักอาศัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อ “รถยนต์” ของคุณอีกด้วย และนี่คือสิ่งที่เจ้าของรถยนต์ควรรู้เกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิที่สูงเกินกว่า 32 องศาเซลเซียส วิธีการดูแลไม่ให้รถเกิดอาการ Overheat และขอบเขตความคุ้มครองของบริษัทประกันภัยในกรณีที่เกิดความเสียหายจาก อากาศร้อน

5 ปัญหาในหน้าร้อนที่ทำให้รถเสียหาย

1. แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ

หลายคนอาจคิดว่าแบตเตอรี่มักเสื่อมสภาพในช่วงฤดูหนาว เพราะมักจะทำให้รถสตาร์ทไม่ค่อยติด แต่จริงๆ แล้วความร้อนต่างหากที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปฏิกิริยาเคมีภายในแบตเตอรี่ทำงานเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ของเหลวระเหยและแบตเตอรี่เก็บไฟไม่อยู่จนเสื่อมสภาพในที่สุด

2. ยางเสื่อมสภาพและอาจระเบิด  

เป็นที่รู้กันดีว่า อากาศร้อน ทำให้สภาพของโครงสร้างยางเปลี่ยนไป เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นยางก็จะเสื่อมสภาพไวขึ้นด้วย นอกจากนี้เวลาที่รถวิ่งบนพื้นถนนร้อน ๆ มวลอากาศภายในยางก็จะขยายตัวเพิ่มแรงดันมากขึ้น หากยางรถยนต์อ่อนเกินไป หรือมีสภาพเก่า สึกหรอ อยู่ก่อนแล้ว ความร้อนจะทำให้ผนังยางทำงานหนักจนเสี่ยงต่อการระเบิดได้ง่ายขณะขับขี่

3. เครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท 

โดยปกติแล้วการที่เครื่องยนต์จะร้อนจนถึงขั้นโอเวอร์ฮีทได้นั้นมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ประกอบไปด้วย

  • น้ำในหม้อน้ำรถยนต์แห้ง หรือเกิดการรั่วซึมในระบบ ทำให้ระบบหล่อเย็นมีปัญหา
  • ซีลปั๊มน้ำเสื่อมสภาพ ทำให้น้ำรั่วออกจากระบบหล่อเย็น 
  • เครื่องยนต์โอเวอร์ฮีท จากการสะสมความร้อนและระบบหล่อเย็นผิดปกติ ส่งผลให้เครื่องยนต์และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องมีปัญหานำไปสู่ความเสียหายร้ายแรง

4. ห้องโดยสารแห้งกรอบ  

รังสี UV อากาศร้อน จากแสงแดดคือศัตรูตัวฉกาจของภายในรถ เพราะความร้อนจะทำให้ความชื้นที่อยู่ในเบาะเหือดแห้ง ส่งผลให้หนังเบาะแห้ง แข็ง และแตกลายงา หมดความสวยงาม และราคาตกเมื่อขายต่อ ยังไม่จบเพียงเท่านี้เพราะเมื่อระบบปรับอากาศ(แอร์รถยนต์)ทำงานหนัก ชิ้นส่วนที่มีวัสดุห่อหุ้มท่อต่าง ๆ เสื่อมสภาพ หลุดร่วง สร้างความเสียหายให้แอร์ได้

5. สีรถซีดจาง  

การจอดรถกลางแดดจัดเป็นประจำเปรียบเสมือนการนำรถยนต์ไปเข้าเครื่องอบความร้อน ซึ่งจะทำให้ชั้นแลกเกอร์เสื่อมสภาพ อากาศร้อน ทำให้สีรถซีดจาง ดูหมอง เกิดการหลุดล่อนในระยะยาว

อากาศร้อน ทำรถพังได้ไหม? ประกันรถยนต์คุ้มครองหรือไม่-2

ประกันรถยนต์คุ้มครองอะไรบ้าง หากรถยนต์เสียหายจากความร้อน ?

ความคุ้มครองของกรมธรรม์รถยนต์ขึ้นอยู่กับลักษณะของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ความคุ้มครองเฉพาะรถที่เกิดอุบัติเหตุ ยกเว้นในกรณีที่รถยนต์เกิดไฟไหม้ ประกันชั้น 1, 2+ และ 2 จะให้ความคุ้มครองการเกิดไฟไหม้ทุกกรณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขความรับผิดชอบที่แตกต่างกันไปในแต่ละกรมธรรม์

ในส่วนของความคุ้มครองอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับ อากาศร้อน จนทำให้รถเสียหาย ทางบริษัทประกันภัยรถยนต์จะไม่ให้ความคุ้มครองใด ๆ ที่เกิดจากการเสื่อมสภาพจากการใช้งาน หรือระบบกลไกที่ทำงานบกพร่องจากการเสื่อมสภาพและการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ , สีรถ , เครื่องยนต์ หรือแม้แต่วัสดุอุปกรณ์ภายในรถ ที่แตก หัก จากความร้อน เพราะสิ่งเหล่านี้จะต้องเป็นเจ้าของรถดูแลและบำรุงรักษาด้วยตนเองเพื่อให้รถยนต์มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น

วิธีการดูแลรักษารถยนต์ในฤดูร้อน

1. จอดรถในร่ม

สิ่งแรกที่พึงกระทำในการปกป้องรถจากแดดและความร้อนคือการจอดรถในที่ร่ม แดดส่องไม่ถึง เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้รถไม่โดนแดดจนทำให้สีรถซีดจางแล้ว ยังช่วยรักษาสภาพอะไหล่และอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถให้อยู่ในสภาพดีได้ด้วย

2. ตรวจสอบน้ำในหม้อน้ำเป็นประจำ

อย่างที่เกริ่นไว้ในเบื้องต้น หากระบบหล่อเย็นของรถยนต์เสียหาย จะทำให้เครื่องยนต์และส่วนอื่น ๆ เสียหายไปด้วย ควรตรวจสอบระดับน้ำในหม้อน้ำอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะหากต้องใช้รถในการเดินทางไกล ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตัวรถและผู้ขับขี่

3. ซ่อมบำรุงเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance)

เป็นการซ่อมบำรุงจากการนำข้อมูลมาตรวจวัดและพิจารณาเปลี่ยนอะไหล่หรือชิ้นส่วนก่อนถึงระยะเวลาที่กำหนด เช่น การเปลี่ยนน้ำยาหม้อน้ำทุก ๆ 40,000 กิโลเมตร เจ้าของรถอาจเปลี่ยนที่ระยะจริงจะมาถึงหรือที่ 30,000 – 35,000 กิโลเมตร เป็นต้น เพราะเครื่องยนต์ทำงานทุกครั้งที่มีการสตาร์ทเครื่องโดยที่รถไม่จำเป็นต้องเคลื่อนที่ ดังนั้นระยะทางที่กำหนดจึงไม่สัมพันธ์กับการทำงานของเครื่องยนต์จริง

อากาศร้อน ทำรถพังได้ไหม? ประกันรถยนต์คุ้มครองหรือไม่-3

4. ตรวจสอบแรงดันลมยางบ่อย ๆ

โดยปกติควรตรวจเช็กลมยางทุก ๆ 2-3 สัปดาห์ หากเป็นฤดูร้อนอาจเพิ่มความถี่เป็นทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะหากจำเป็นต้องเดินทางไกล เพราะยางรถยนต์เป็นชิ้นส่วนของรถที่สัมผัสความร้อนอยู่ตลอดเวลาทั้งสภาพอากาศและพื้นถนน ซึ่งเสี่ยงต่อการระเบิดเป็นอย่างมากหากขาดการตรวจเช็กและบำรุงรักษา

5. เคลือบสีรถ

หากต้องการให้รถยนต์ที่คุณรักมีสีสันสวยงามอยู่ตลอดเวลา ควรได้รับการเคลือบสีรถอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง หรือแล้วแต่งบประมาณอากาศร้อน ที่รุนแรงขึ้นในทุก ๆ ปี ส่งผลกระทบต่อรถยนต์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมืองไทยที่แทบจะเรียกว่ามีอากาศร้อนตลอดปี ร้อนมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงฤดูกาล การบำรุงรักษาจึงจำเป็นอย่างมาก เพราะประกันรถยนต์ไม่คุ้มครองชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์รถยนต์ที่เกิดจากการเสื่อมสภาพจากการใช้งานและสภาพอากาศ