ทุเรียนได้รับการยกย่องว่าเป็น ราชาแห่งผลไม้ ที่หลายคนตั้งตารอคอยในทุกหน้าร้อน แต่เบื้องหลังรสชาติหวานมัน ความอร่อยที่ยากจะห้ามใจ ซ่อนไว้ทั้งประโยชน์ที่และโทษที่ส่งผลต่อสุขภาพ จนหลายคนตั้งคำถามว่า การกินทุเรียนดีต่อร่างกายไหม ถ้าพร้อมแล้ว ไปหาคำตอบในบทความนี้เลย

ประโยชน์ของทุเรียน ต่อสุขภาพอย่างไร
1. แหล่งพลังงานชั้นยอด
ทุเรียนอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและไขมันดี ช่วยเติมพลังงานให้ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับเวลาที่รู้สึกอ่อนล้า
2. ช่วยระบบขับถ่าย
เนื้อทุเรียนมีใยอาหารสูง (Dietary Fiber) ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และลดปัญหาท้องผูกได้
3. อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ
มีวิตามินซีช่วยต้านการอักเสบช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน โพแทสเซียมที่ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อ และมีโฟเลตสูง (วิตามินบี 9) ซึ่งดีต่อการสร้างเม็ดเลือดและฮีโมโกลบิน ช่วยบำรุงสมองดีต่อระบบประสาท และมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงภาวะอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ
4. มีสารต้านอนุมูลอิสระ
ทุเรียนมีสารประกอบฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอล ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์และลดความเสี่ยงในการเกิดการอักเสบในร่างกาย

โทษของทุเรียน เมื่อกินมากเกินไป
1. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
ทุเรียนเปรียบเสมือน “ระเบิดแคลอรี” ที่ซ่อนอยู่ในความอร่อย แม้เนื้อจะดูนุ่มละมุนกินง่าย แต่กลับอัดแน่นไปด้วยคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และไขมันในปริมาณที่สูงมาก การกินทุเรียนเพียง 3-4 เม็ด อาจทำให้ร่างกายได้รับพลังงานเทียบเท่ากับการกินข้าวขาหมูหรือข้าวมันไก่ถึง 1 จานเต็ม เมื่อเรากินมากจนเกินพอดี และไม่ได้ออกกำลังกายทำให้เผาผลาญออกไม่หมด ร่างกายจะทำหน้าที่เหมือนธนาคารที่รับฝากพลังงานส่วนเกิน โดยนำน้ำตาลและไขมันที่ใช้ไม่หมดไปแปลงสภาพและ “กักเก็บ” ไว้ในรูปของเซลล์ไขมันสะสมตามรอบเอว หน้าท้อง ต้นแขน และต้นขา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการนั่งกินทุเรียนหน้าทีวี ถึงทำให้ตัวเลขบนตาชั่งและไซส์กางเกงขยับขึ้นได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน
2. อาการร้อนใน
ตามหลักแพทย์แผนจีน ทุเรียนจัดเป็นผลไม้ที่มี “ฤทธิ์ร้อน” การกินทุเรียนในปริมาณมากๆ จึงเปรียบเหมือนการเติมฟืนกองใหญ่เข้าไปสุมในร่างกาย น้ำตาลและสารกำมะถัน (ซัลเฟอร์) ที่มีอยู่มากในเนื้อทุเรียน จะยิ่งกระตุ้นให้อุณหภูมิภายในสูงขึ้น
จึงเกิดแผลร้อนในในช่องปาก ริมฝีปากแห้ง คอแห้งกระหายน้ำ เจ็บคอ ไอ หรือบางคนอาจรู้สึกตัวรุมๆ คล้ายจะมีไข้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่คนโบราณมักแนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าตามมากๆ หรือจับคู่กินกับ “มังคุด” ราชินีผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เพื่อทำหน้าที่เป็นเหมือนน้ำตับเพลิง ช่วยดับไฟและปรับสมดุลอุณหภูมิในร่างกายนั่นเอง
3. ระดับน้ำตาลในสูง
ทุเรียนอุดมไปด้วยน้ำตาลธรรมชาติที่ร่างกายสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง ภาระหนักจะไปที่ “ตับอ่อน” ทันที เพราะต้องเร่งทำงานหนัก เพื่อผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาจัดการกับน้ำตาลปริมาณมหาศาล สำหรับคนทั่วไป เมื่อค่าน้ำตาลสูงปรี๊ดและตกลงอย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมหรืออ่อนเพลียหลังกิน (Sugar Crash)
แต่สำหรับ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะระบบควบคุมน้ำตาลในร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่อยู่แล้ว การปล่อยให้น้ำตาลสูงอย่างรวดเร็ว จะทำให้การคุมเบาหวานไม่ได้ อาการของโรคกำเริบ
หากค่าน้ำตาลสูงเกินไป ก็เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ถึงขั้นช็อกหมดสติได้เลยทีเดียว ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรปรึกษาแพทย์และจำกัดปริมาณการกินอย่างเคร่งครัด

4. ไตทำงานหนัก
ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมที่สูงมาก ซึ่งแร่ธาตุชนิดนี้มีผลโดยตรงต่อการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อและจังหวะการเต้นของหัวใจ สำหรับ “ไต” ของคนทั่วไป จะทำหน้าที่คอยขับโพแทสเซียมส่วนเกินทิ้งไปทางปัสสาวะ แต่สำหรับ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ไตเสื่อมสภาพจึงทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อกินทุเรียนเข้าไป โพแทสเซียมปริมาณมากจึงตกค้างและสะสมอยู่ในกระแสเลือด เพราะร่างกายขับออกไม่ทัน เมื่อโพแทสเซียมในเลือดสูง มีผลต่อการทำงานของหัวใจ ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ ชาตามปลายมือปลายเท้า หัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจเป็นอันตรายถึงขั้น “หัวใจหยุดเต้น” เฉียบพลันได้เลย ผู้ป่วยโรคไตจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่แพทย์มักจะเตือนเสมอให้หลีกเลี่ยงการกินทุเรียนอย่างเด็ดขาด
ทุเรียนห้ามกินคู่กับอะไร อันตรายเสี่ยงเสียชีวิต
• ห้ามกินคู่กับแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์) : ทุเรียนมีสารที่ไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้ย่อยสลายแอลกอฮอล์ในตับ ทำให้สารพิษสะสมในกระแสเลือด ก่อให้เกิดอาการหน้าแดง ร้อนวูบวาบ หายใจติดขัด อาเจียน และอาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจวาย
• ห้ามกินคู่กับน้ำอัดลม: ทั้งทุเรียนและน้ำอัดลมมีน้ำตาลที่สูงมาก การกินคู่กันจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารจนอืดแน่นท้อง
• ห้ามกินคู่กับผลไม้รสหวานจัด: ทุเรียนมีรสหวานมากอยู่แล้ว ถ้ากินลำไย ลิ้นจี่ ขนุน หรือมะม่วงสุก จะทำให้ร่างกายรับน้ำตาลเกินความจำเป็นจนเผาผลาญไม่ทัน
กินทุเรียนวันละกี่เม็ด ถึงพอดี?
โภชนาการแนะนำว่า ปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อสุขภาพคือ ไม่ควรกินเกินวันละ 2 เม็ดกลาง และไม่ควรกินติดต่อกันทุกวัน (กินได้ 2-4 เม็ด ต่อสัปดาห์ ถือว่ากำลังดี)
ในวันที่กินทุเรียน ควรลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในมื้ออาหารหลัก เช่น ลดข้าว ลดแป้ง งดขนมหวาน และดื่มน้ำเปล่าตามมากๆ เพื่อช่วยดับความร้อนภายในร่างกาย
หากสามารถออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานส่วนเกินร่วมด้วย ก็จะช่วยให้คุณมีความสุขกับราชาผลไม้ได้ตลอดฤดูกาลโดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนักและส่งผลเสียต่อสุขภาพ
