หากใครที่พลาด เที่ยวญี่ปุ่น ในช่วงฤดูหนาว วันนี้จะพาทุกคนไปสัมผัสกับเสน่ห์อีกมุมหนึ่งของญี่ปุ่นที่หลายคนยังไม่เคยรู้ นั่นก็คือการเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่เต็มไปด้วยกิจกรรม เทศกาลและวัฒนธรรมที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศมาร่วมกิจกรรมไม่แพ้ญี่ปุ่นในฤดูหนาวเลย นับเป็นช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นมีชีวิตชีวามากที่สุด เพราะทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยดอกไม้สีสันสดใสนานาชนิดและที่พลาดไม่ได้นั่นก็คือ เทศกาลนัตสึมัตสึริ (Natsu Matsuri) ที่ผู้คนจะแต่งกายด้วยชุดยูคาตะมาเดินเที่ยวงานวัดและเทศกาลดอกไม้ไฟสุดยิ่งใหญ่อลังการ ใครไม่อยากพลาดทริปญี่ปุ่นในฤดูร้อนนี้ตามไปดูกันเลยว่าสถานที่ทั้ง 18 แห่งนั้นคือสถานที่ใดบ้าง
ทำไมถึงต้องไปเที่ยวญี่ปุ่นหน้าร้อน ?
แม้หลายคนจะหลีกหนีอากาศในฤดูร้อน แต่หน้าร้อนที่ญี่ปุ่น กลับมีเสน่ห์เฉพาะตัวและน่าสัมผัสเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลต่อไปนี้
- ค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักราคาถูก เนื่องจากหน้าร้อนของญี่ปุ่นเป็นช่วง Low Season ทำให้สายการบิน ที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง ต่างออกโปรโมชันลดราคา ช่วยให้ประหยัดงบประมาณลงไปได้มาก
- ท้องฟ้าสดใส ถ่ายรูปสวย ด้วยแสงแดดในฤดูร้อนของญี่ปุ่น เผยให้เห็นท้องฟ้า น้ำทะเลและดอกไม้ ที่มีสีสันสดใส จึงเหมาะกับการถ่ายรูปวิวทิวทัศน์เป็นที่สุด
- สัมผัสวัฒนธรรมและการแต่งกายด้วยชุดตามฤดูกาล
- ในช่วงเวลาเดียวกันนี้จะเห็นคนญี่ปุ่นจำนวนมากแต่งกายด้วยชุดยูกาตะ ออกมาเดินเที่ยวงานเทศกาลฤดูร้อนและชมพลุในยามค่ำคืน พร้อมชิมอาหารข้างทางเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศญี่ปุ่นฤดูร้อนแท้ ๆ
สัมผัสทุ่งดอกไม้และธรรมชาติหน้าร้อน
1. ทุ่งลาเวนเดอร์ ฟาร์มโทมิตะ (Farm Tomita) – ฮอกไกโด
ไฮไลต์อันดับหนึ่งของการไป เที่ยวญี่ปุ่น ในหน้าร้อนที่มีสีสันสดใสมากที่สุด ต้องยกให้ทุ่งลาเวนเดอร์สีม่วงและดอกไม้หลากสีสัน ที่เมืองฟุราโนะ (Furano) บนเกาะฮอกไกโด โดยเฉพาะที่ Farm Tomita ที่ดอกไม้นานาจะบานสะพรั่งสวยที่สุดช่วงต้นเดือนกรกฎาคมจนถึงกลางเดือน เป็นความสวยของธรรมชาติที่มาพร้อมกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วฟาร์ม
วิธีการเดินทาง : จากสถานี Sapporo ให้นั่งรถไฟ JR Furano Lavender Express มาลงที่ Furano Station

2. ทุ่งดอกทานตะวัน โฮคุริว ฮิมะวาริ โนะ ซาโตะ (Himawari no Sato) – ฮอกไกโด
หนึ่งในทุ่งดอกทานตะวันที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ณ เมืองโฮคุริว (Hokuryu) ที่มีดอกทานตะวันสีเหลืองทองมากกว่า 1.5 ล้านต้น ยืนตระหง่านบานสะพรั่งรับแสงแดดในฤดูร้อนอย่างสดใสเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย JR Hakodate Honsen ลงสถานี Takikawa ต่อรถบัส ไปยังป้าย Hokuryu Junior High School แล้วเดินเท้าต่ออีก 7 นาที

3. สวนฮิตาชิ ซีไซด์ พาร์ค (Hitachi Seaside Park) – อิบารากิ
สวนฮิตาชิ ซีไซด์ พาร์ค (Hitachi Seaside Park) ในช่วงฤดูร้อน (กรกฎาคม – สิงหาคม) จะโดดเด่นด้วยพุ่มโคเคียสีเขียวสดนับหมื่นต้นบนเนินเขามิฮาราชิ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงในฤดูใบไม้ร่วง ขณะที่ดอกเนโมฟีลาสีฟ้าจะบานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (เมษายน – พฤษภาคม) เท่านั้น
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ JR Joban Line จากสถานี Ueno (โตเกียว) ลงที่สถานี Katsuta แล้วต่อรถบัส Ibaraki Kotsu Bus ไปลงที่หน้าสวน

4. หุบเขาคามิโคจิ (Kamikochi) – นากาโน่
หากใครอยากเห็นความสวยงามในหน้าร้อนของญี่ปุ่นที่ราวกับสวนในเทพนิยาย พร้อมอากาศที่บริสุทธิ์ คามิโคจิคือคำตอบ บรรยากาศท่ามกลางเทือกเขาเจแปนอัลป์แห่งนี้สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,500 เมตร อากาศเย็นสบายตลอดหน้าร้อน ไฮไลต์คือสะพานกัปปะ (Kappabashi) ที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาหิมะละลายและแม่น้ำอาซูสะสีเขียวมรกต
วิธีการเดินทาง : สามารถนั่งรถบัสด่วนพิเศษจากสถานี Shinjuku ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง หรือใช้บริการรถไฟด่วนร่วมกับรถบัสท้องถิ่นผ่านเมือง Matsumoto ได้

5. ภูเขาไฟฟูจิ (Mount Fuji ) – ชิซุโอกะ / ยามานาชิ
การพิชิตยอดภูเขาไฟฟูจิ ในช่วงซัมเมอร์ถือเป็นกิจกรรมท้าทายครั้งหนึ่งในชีวิตที่สายลุยไม่ควรพลาด เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวในรอบปี (ต้นเดือนกรกฎาคม – ต้นเดือนกันยายน) ที่ทางการญี่ปุ่นเปิดเส้นทางให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าขึ้นไปชมแสงแรกของวันและทะเลหมอกเหนือยอดเขาได้อย่างปลอดภัย
วิธีการเดินทาง : จากสถานีขนส่งชินจูกุ Busta Shinjuku ชั้น 4 ในโตเกียว ขึ้นรถบัสทางไกล Highway Bus สายที่วิ่งไปยอดภูเขาไฟฟูจิ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที

เทศกาลดอกไม้ไฟฤดูร้อน
6. เทศกาลดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะ (Sumidagawa Fireworks Festival) – โตเกียว
ต้องบอกว่าไฮไลต์ของเทศกาลดอกไม้ไฟของญี่ปุ่นในหน้าร้อนนั้นต้องยกให้ เทศกาลดอกไม้ไฟแม่น้ำสุมิดะ ซึ่งเป็นเทศกาลดอกไม้ไฟที่เก่าแก่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในโตเกียว โดยจะจัดขึ้นในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม มีพลุ ดอกไม้ไฟมากกว่า 20,000 นัด ถูกจุดขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือแม่น้ำสุมิดะ มีผู้ชมรอบ ๆ บริเวณหลักแสนจนถึงหลักล้าน(ในบางปี)บรรยากาศโดยรอบสวยงาม จะเห็นผู้คนแต่งชุดยูคาตะมาเดินชมงาน
วิธีการเดินทาง : นั่งรถใต้ดิน Tokyo Metro สาย Ginza Line ลงที่สถานี Asakusa แล้วเดินไปยังบริเวณริมแม่น้ำสุมิดะ
7. เทศกาลดอกไม้ไฟนากาโอกะ (Nagaoka Fireworks Festival) – นีงาตะ
1 ใน 3 เทศกาลดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ต้องเทศกาลดอกไม้ไฟนากาโอกะ จังหวัดนีงาตะ โดยจะจัดขึ้นช่วงต้นสิงหาคมของทุกปี จุดเด่นคือชุดดอกไม้ไฟ Phoenix ที่จุดเป็นระยะทางยาวกว่า 2 กิโลเมตร เพื่ออธิษฐานขอการฟื้นคืนชีพดั่งนกฟีนิกซ์ จากกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวและสงครามในอดีต เป็นการโชว์แสงสีเสียงที่ตระการตาและตื่นตาตื่นใจมาก
วิธีการเดินทาง : จากโตเกียวผ่านเอกิโกะยุซาวะไปนากาโอกะ ขึ้นรถไฟชินคันเซ็นโจเอ็ตสึ โทกิ ลงที่สถานี Nagaoka จากนั้นเดินต่อประมาณ 20 นาที
8. เทศกาลดอกไม้ไฟบิวะโกะ (Biwako Fireworks Festival) – ชิกะ
งานแสดงดอกไม้ไฟเหนือทะเลสาบบิวะโกะ จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ความพิเศษคือการจุดดอกไม้ไฟ ประมาณ 12,000 ลูก สะท้อนกับผิวน้ำที่กว้างใหญ่ เกิดเป็นภาพประกายไฟคู่ขนานทั้งบนฟ้าและบนน้ำที่สวยงามโรแมนติกเป็นอย่างมาก
วิธีการเดินทาง: จากเกียวโต นั่งรถไฟ JR สายโทไกโด ไปลงสถานี Otsu แล้วเดินต่อ 10-15 นาทีไปยังริมทะเลสาบ
9. การแข่งขันดอกไม้ไฟแห่งชาติ “ดอกไม้ไฟโอมาการิ” (จังหวัดอาคิตะ)
เป็นหนึ่งในงานฉลองพลุและดอกไม้ไฟที่มีชื่อเสียง โดยเฉพาะช่างฝีมือที่นำพลุและดอกไม้ไฟมาประกวด เพราะผู้ชนะจะได้รับถ้วยรางวัลจากมือของนายกรัฐมนตรี ความพิเศษของงานนี้คือการจุดดอกไม้ไฟประชันกันตั้งแต่กลางวันจนถึงกลางคืน
วิธีการเดินทาง : สามารถนั่งชินคันเซ็นจากโตเกียวไป โอมางาริได้ โดยขึ้น อะกิตะชินคันเซ็น จากนั้นเดินไปบริเวณสถานที่จัดงานใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที
เดินชมงานประเพณีฤดูร้อนประจำเมือง
10. เทศกาลกิออน (Gion Matsuri) – เกียวโต
เทศกาลกิออน (Gion Matsuri) ในเกียวโต เป็นเทศกาลฤดูร้อนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,100 ปี และจัดขึ้นตลอดทั้งเดือนกรกฎาคมของทุกปี ไฮไลต์สำคัญคือขบวนแห่เกวียนยักษ์ยามาโฮโกะในวันที่ 17 และ 24 กรกฎาคม ซึ่งเคลื่อนผ่านถนนสายหลักใจกลางเมืองอย่างถนนชิโจและคาวารามาจิ
วิธีการเดินทาง : เดินทางได้อย่างสะดวกด้วยรถไฟใต้ดินสาย Karasuma Line ลงที่สถานี Shijo หรือใช้บริการรถไฟ Hankyu Line ลงที่สถานี Kyoto-Kawaramachi หรือ Karasuma

11. เทศกาลเนบุตะ (Aomori Nebuta Matsuri) – อาโอโมริ
งานเทศกาลแห่โคมไฟยักษ์ หนึ่งในงานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่แห่งภูมิภาคโทโฮคุ โดยจะจัดวันที่ 2-7 สิงหาคม ของทุกปี ไฮไลต์คือขบวนแห่หุ่นโคมไฟกระดาษขนาดมหึมา รูปนักรบและเทพเจ้าในตำนานที่มีสีสันสวยงามที่มาพร้อมขบวนพาเหรดที่เรียกว่า ฮาเนโตะ สร้างความสนุกสนานให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟ Tohoku Shinkansen ลงที่สถานี Shin-Aomori แล้วต่อรถไฟ JR Ou Main Line มาลงที่สถานี Aomori งานจัดบริเวณรอบๆ สถานี

12. งานเทศกาลงูยักษ์ Taishitamonja Festival – นีงาตะ
งานประเพณีโบราณที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์อุทกภัยอุเอตสึ ในปี 1967 และเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย โดยภายในงานจะมีขบวนแห่งูยักษ์ที่ทำจากไม้ไผ่และฟาง มีความยาวถึง 82.8 เมตร จนได้รับการบันทึกว่าเป็นงูที่ทำจากฟางและไม้ไผ่ที่ยาวที่สุดในโลก โดยงานจะจัดขึ้นประมาณปลายเดือนสิงหาคมของทุกปี
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟชินคันเซ็นจากโตเกียวไปลงสถานีนีงาตะ นั่งรถบัสไปลง สถานี Echigo-Shimoseki เดินต่ออีก 10 นาที
13. เทศกาลอวาโอโดริ (Awa Odori) – โทคุชิมะ
เทศกาลเต้นรำที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น งานจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูร้อน ระหว่างวันที่ 12–15 สิงหาคม ณ ใจกลางเมืองโทคุชิมะ เอกลักษณ์อันโดดเด่นคือการรวมกลุ่มนักเต้นที่เรียกว่า “เร็น” (Ren) ผู้เต้นจะสวมชุดพื้นเมืองสตรีทแดนซ์แบบโบราณออกมาร่ายรำอย่างสนุกสนานไปตามท้องถนนเคล้าเสียงดนตรีพื้นบ้านตลอดทั้งคืน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถกระโดดเข้าร่วมวงเต้นรำได้อย่างเป็นกันเอง เทศกาลนี้ได้รับฉายาว่า “เทศกาลเต้นรำของคนบ้า” (Fool’s Dance)
วิธีการเดินทาง : นั่งรถบัสด่วน Highway Bus ตรงจากสถานี Osaka (Umeda) หรือ JR Namba หรือสนามบินคันไซ วิ่งข้ามสะพานอาคาชิไคเคียวมาลงที่สถานี Tokushima Station ได้เลย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที
14. เทศกาลทานาบาตะ เซนได (Sendai Tanabata Matsuri) – มิยากิ
ตำนานความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าโรมิโอ แอนด์ จูเลียต โดยเป็นตำนานความรักข้ามดวงดาวของโอริฮิเมะกับฮิโกโบชิ เทศกาลจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคม ถนนคนเดินทั่วเมืองเซนไดจะถูกประดับประดาด้วยพู่กระดาษทำมือสีสันสดใสยาวระย้าสวยงาม นับพันชิ้น
วิธีการเดินทาง : จากโตเกียวนั่งรถไฟ Tohoku Shinkansen ลงสถานี Sendai
15. เทศกาลฮิวงะฮิยตโตะโคะ – มิยาซากิ
เทศกาลเต้นสุดแปลกตาที่สวมใส่หน้ากากเฮียวโตะโคะ ซึ่งใครเห็นเป็นต้องตลกขบขัน โดยเทศกาลดังกล่าวมีความเชื่อว่าจะนำความอุดมสมบูรณ์และเจริญรุ่งเรืองมาให้
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟสาย JR นิปโปสายหลัก จากสถานีมิยะซะกิ แล้วลงที่สถานีฮิวงะชิ
ที่เที่ยวเดินชิลฟิลดีถ่ายรูปสวย
16. ศาลเจ้าคิฟุเนะ – เกียวโต
ศาลเจ้าโบราณท่ามกลางหุบเขาทางตอนเหนือของเมืองเกียวโต เป็นศาลเจ้าที่มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะที่ประดิษฐานขององค์เทพเจ้าแห่งสายน้ำ ผู้คนนิยมเดินทางมากราบไหว้เพื่อขอพรเรื่อง “ความรักและการจับคู่ (Enmusubi)” รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องใช้น้ำเป็นหลัก (เช่น โรงบ่มสาเก หรือเกษตรกร) ไฮไลต์สุดโรแมนติกในช่วงหน้าร้อนคือ ทางเดินบันไดหินที่ขนาบข้างด้วยโคมไฟสีแดงสดตัดกับความเขียวชอุ่มของแมกไม้รอบตัวอย่างงดงาม และยังมีประเพณีทานบะหมี่เย็นไหลตามกระบอกไม้ไผ่ (Nagashi Somen) บริเวณริมลำธารคิบุเนะให้ได้สัมผัสกันเฉพาะช่วงซัมเมอร์นี้ด้วยครับ
วิธีการเดินทาง : นั่งรถไฟสายเคฮังไปสถานีเดะมาจิยะนะงิ แล้วเปลี่ยนไปสายเอซังเด็นเท็ตสึ แล้วลงที่สถานีคิบุเนะ เดินต่ออีก 30 นาที
17. ตลาดปลาปูและข้าวหน้าอาหารทะเลสด Omicho Market – อิชิคาวะ
เที่ยวญี่ปุ่น ทั้งที่ต้องไม่พลาดกับการกินอาหารทะเลสด ๆ โดยเฉพาะหน้าร้อนถือเป็นช่วงเวลาทองของอาหารโดยเฉพาะหอยเชลล์ กุ้งหวาน และอูนิ (ไข่หอยเม่น) แนะนำให้แวะตลาดโอมิโช (Omicho Market) ในเมืองคานาซาวะ ลิ้มลอง ไคเซนด้ง ข้าวหน้าซีฟู้ดสดๆ รับรองว่าหวานฉ่ำคลายร้อนได้ดีทีเดียว
วิธีการเดินทาง : จากโตเกียวนั่งชินคันเซ็น สายโฮคุริคุ ไปลงสถานีคานาซาวะโดยตรง จากนั้นเดินต่อไปยังตลาด Omicho Market ประมาณ 15 นาที
18. หุบเขาโชเซนเคียว (Shosenkyo Gorge) – ยามานาชิ
เป็นหุบเขาที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น โดยมีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ในฤดูร้อนมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเดินสัมผัสกับความสวยงามทางธรรมชาติ โดยเฉพาะหน้าผาและหินขนาดใหญ่รูปร่างแปลกตา เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่ไม่ควรพลาดในการ เที่ยวญี่ปุ่น ในฤดูร้อนแบบนี้
ภายในหุบเขายังมีเส้นทางเดินป่า เพื่อไปชมความงามของน้ำตกเซนกาทาคิ (Sengataki Waterfall) ที่ไหลลงมาจากภูเขาอาซามะ ที่บริเวณโดยรอบมีความเขียวชะอุ่มสดชื่นและมีสีสันสวยงามมากขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงใบไม้เปลี่ยนสี
วิธีการเดินทาง : จากโตเกียว สถานีชินจูกุ นั่งรถไฟ JR ไปลงสถานี Kofu ต่อรถบัสไปลง Shosenkyo
เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 18 สถานที่ท่องเที่ยวญี่ปุ่นในหน้าร้อนที่รับรองได้เลยว่ามีความสวยงามและสนุกสนานไม่แพ้ฤดูกาลใด ๆ เพียงเลือกสถานที่ชอบ เตรียมกระเป๋าแล้วออกเดินทางกันเลย
