ขับรถชนฝ่าไปได้ไหม? วิธีเอาตัวรอดเมื่อคนร้ายล้อมรถยนต์บุกทุบทำลาย

ด้วยเทคโนโลยีการบันทึกวีดีโอและสื่อโซเชียลออนไลน์ ทำให้เราได้เห็นข่าวเกี่ยวกับการกระทบกระทั่งกันบนท้องถนนบ่อยขึ้น จุดเริ่มต้นเหตุแห่งการทะเลาะกันบางครั้งก็เป็นเพียงจากเหตุการณ์เล็กๆ อย่างการบีบแตรเตือน การเปิดไฟสูงใส่ หรือการขับรถปาดหน้ากันโดยไม่ได้ตั้งใจ เหล่านี้ล้วนเป็นชนวนเหตุให้เกิดการทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินกันได้ง่าย ๆ เพียงแค่ความโกรธและอารมณ์ชั่ววูบเพียงไม่กี่วินาทีที่เกิดขึ้น หลายเหตุการณ์เลวร้ายถึงขั้นคู่กรณีลงมาจากรถเพื่อข่มขู่ ทุบกระจก หรือหนักกว่านั้นคือการเรียกพวกพ้องมารุมล้อมรถของเราเอาไว้หมายจะทำร้ายร่างกาย ด้วยสถานการณ์อันตรายและบีบคั้นเช่นนี้ คนที่อยู่ภายในรถซึ่งกำลังตกเป็นเป้าหมายจะทำอย่างไร?
หากตัดสินใจพุ่งชนคนหรือกลุ่มคนที่รุมล้อมรถเพื่อทำร้าย หรือ ขับรถชน ฝ่าวงล้อมออกไปเพื่อเอาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่กดดันนั้น เราจะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่? และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถ จะสามารถแจ้ง
ขับรถชน ฝ่าวงล้อมเพื่อเอาตัวรอด ผิดกฎหมายหรือไม่?
เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่คู่กรณีถืออาวุธมาทุบรถ หรือพาพรรคพวกมารุมล้อมรถหากนั่งอยู่เฉยๆ ก็เสี่ยงที่จะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ชีวิตได้ แต่ถ้าตัดสินใจ ขับรถชน เพื่อฝ่าออกไป แน่นอนว่าต้องเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและอาจทำให้คู่กรณีได้รับบาดเจ็บได้
ในทางกฎหมาย การกระทำนี้จะได้รับการยกเว้นความผิดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลักกฎหมายอาญา มาตรา 68 “ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”
ถ้าคู่กรณีลงมาด้วยมือเปล่า ชี้หน้า หรือ ด่า พูดจาหาเรื่อง แบบนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย หากคุณ ขับรถชน ถือว่าคุณทำผิดกฎหมาย หากคู่กรณีลงมือทุบรถ ทุบกระจกรถจนเกิดความเสียหาย แบบนี้ถือว่าคู่กรณีละเมิดต่อกฎหมาย หากคุณ ขับรถชน และคู่กรณีได้รับบาดเจ็บ อาจเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งอาจได้รับโทษตามกฎหมายในข้อหาเจตนาทำร้ายผู้อื่นได้
เงื่อนไขสำคัญที่ต้องระวัง เจตนาพุ่งชนโดยตรง อาจเข้าข่ายเจตนาทำร้ายผู้อื่นหรือพยายามฆ่าได้ หากหลีกเลี่ยงการขับพุ่งชนโดยตรงเป็นขับเลี่ยงออกด้านข้าง ทางซ้ายและขวาได้หรือไม่ แบบนี้ความผิดอาจจะเบาลง

รถพังจากเหตุการณ์นี้ เคลมประกันได้ไหม? ประกันชั้นไหนคุ้มครอง?
เป็นคำถามที่น่าสนใจไม่น้อย เมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถ ไม่ว่าจะเกิดจากการโดนทุบ โดนก้อนหินขว้างใส่ หรือความเสียหายจากการขับรถชน เพื่อเปิดทางหนี จะสามารถเคลมประกันภัยได้หรือไม่?
คำตอบคือ เคลมได้ แต่ต้องเป็น ประกันภัยชั้น 1 เท่านั้น!
เพราะประกันภัยชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์จากอุบัติเหตุทุกกรณี ไม่ว่าจะมีคู่กรณีหรือไม่ก็ตาม ซึ่งความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของบุคคลอื่น เช่น โดนทุบ โดนขีด หากรถทำประกันชั้น 1 สามารถเคลมได้ตามปกติ เพียงแต่อาจต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก 1,000 บาท (Excess) หากไม่สามารถตามจับคู่กรณีได้ แต่ถ้าตามจับคู่กรณีได้อาจไม่ต้องเสียเลยสักบาท
ในส่วนของประกันชั้น 2+, ชั้น 2 ชั้น 3+ และชั้น 3 จะไม่ได้รับความคุ้มครองในกรณีนี้ เนื่องจากประกันชั้นดังกล่าวจะให้ความคุ้มครองเฉพาะกรณีรถชนกับรถเท่านั้น การที่รถโดนบุคคลอื่นทุบ หรือขับรถชนสิ่งกีดขว้างเพื่อหนี จะไม่ได้รับการเคลม เพราะไม่อยู่ในเงื่อนไขของกรมธรรม์ เจ้าของรถจะต้องฟ้องร้องต่อศาลในส่วนของคดีอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์และคดีแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถ

ข้อแนะนำ หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์ถูกล้อมและทุบรถ
- พยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า หลีกเลี่ยงการยั่วยุ โต้กลับ เพื่อให้บรรยากาศไม่แย่ลงไปกว่าเดิม
- อย่าลงจากรถ ล็อกประตูและปิดกระจกทุกบานให้มิดชิด รถยนต์คือเกราะป้องกันที่ปลอดภัยที่สุดในขณะนั้น
- บันทึกหลักฐานด้วยกล้องติดหน้ารถ หรือใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปเหตุการณ์ ใบหน้าคู่กรณี พฤติกรรม และป้ายทะเบียนรถของคู่กรณีไว้ให้ชัดเจนที่สุด
- โทรแจ้งตำรวจเกี่ยวกับสถานการณ์ในขณะนั้น พร้อมระบุพิกัดให้ชัดเจน
- หากพบว่าคู่กรณีมีอาวุธและพยายามทลายกระจกเข้ามา ให้บีบแตรยาวเพื่อขอความช่วยเหลือและหาจังหวะขับรถหนี ห้าม ขับรถชน เพื่อไปยังสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุดทันที
- ให้แจ้งความดำเนินคดีอาญากับคู่กรณีและบริษัทประกันภัย พร้อมสำเนาใบแจ้งความพร้อมคลิปหลักฐานส่งให้บริษัทประกันภัย
จะเห็นว่าการทำประกันภัยรถสามารถให้ความคุ้มครองเหตุการณ์แบบนี้ได้ โดยเฉพาะประกันชั้น 1 แต่ถ้าคุณทำผิดกฎหมาย เป็นฝ่ายยั่วยุ ขับรถชน โดยเจตนา หรือทำผิดกฎหมายจราจร บริษัทประกันภัยอาจปฏิเสธที่จะจ่ายค่าสินไหมได้
คงไม่มีใครอยากจะประสบเหตุการณ์ความรุนแรงบนท้องถนนและตกเป็นเหยื่อความรุนแรง การคุกคาม จากคนหัวร้อนอีก การมีสติและใช้สิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการรักษาชีวิตและทรัพย์สินของตนเองเอาไว้ เพราะหากตัดสินใจผิดพลาดเพียงน้อยนิด จากเดิมที่เป็นผู้ถูกกระทำอาจกลายเป็นผู้ต้องหาในทันที